มิถุนายน 13, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

The Land Before Time

The Land Before Time “ลิตเติลฟุท ลูกรัก ลูกจำทางไปเกรทวัลเลย์ได้ไหมจ้ะ” “จำได้มั้งฮะ แต่ทำไมผมต้องรู้ด้วยล่ะฮะ แม่ก็อยู่กับผมนี่ฮะ” “แม่จะอยู่กับลูก ถึงลูกจะไม่เห็นแม่ก็ตาม” บทสนทนาข้างต้น เป็นการพูดคุยกัน ของไดโนเสาร์คอยาวสองแม่ลูก
The Land Before Time

The Land Before Time

The Land Before Time “ลิตเติลฟุท ลูกรัก ลูกจำทางไปเกรทวัลเลย์ได้ไหมจ้ะ” “จำได้มั้งฮะ แต่ทำไมผมต้องรู้ด้วยล่ะฮะ แม่ก็อยู่กับผมนี่ฮะ” “แม่จะอยู่กับลูก ถึงลูกจะไม่เห็นแม่ก็ตาม” บทสนทนาข้างต้น เป็นการพูดคุยกัน ของไดโนเสาร์คอยาวสองแม่ลูก

ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเรื่อง ของภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องThe Land Before Time ที่ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์ รู้สึกประทับใจ ไม่ก็ สะเทือนใจ กับฉากที่สร้างอารมณ์ฉากดังกล่าว นอกจากนั้นแล้วภาพยนตร์ เรื่องดังกล่าวยังทำรายได้ เปิดตัวแซงเจ้าพ่อภาพยนตร์ การ์ตูนอย่างดิสนีย์ที่เปิดฉาย ในปีเดียวกัน และชายคนหนึ่ง ที่เป็นเบื้องหลังสำคัญ ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

ก็คือ ดอน บลุธ (Don Bluth) ที่ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ รวมถึงการเป็นหัวหอกของ Sullivan Bluth Studios ก่อนที่เขาจะได้ไปคุมบังเหียนของ Fox Animation Studios และกำกับภาพยนตร์อนิเมชั่น Anastasia เป็นการต่อไป แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่า ชายที่เคยกำกับ ผลงานอนิเมชั่น ที่มีภาพเลื่อนไหลสวยงาม

จนทำให้ดิสนีย์ต้องหันมามอง ได้หลายต่อหลายครั้ง กลับเงียบหายไป อย่างเฉยๆ และเราจึงขออาศัยจังหวะ ที่หลายๆ ท่านได้รับชม ‘The Land Before Time’ กันมาพูดถึงชายคนนี้ กันสักครั้ง

รักแรกฝังใจ มักไม่สมดั่งหวัง

เด็กชาย ดอน บลุธ ลืมตาขึ้นมาดูโลกในวันที่ 13 กันยายน ปี ค.ศ.1937 ทีในช่วงนั้นถือว่าเป็น ยุคทองของอนิเมชั่นฝั่งอเมริกา (Golden age of American animation) ทำให้ในวัยเด็กของเขา ถูกสะกดใจด้วยภาพยนตร์อนิเมชั่น ที่ดิสนีย์เป็นผู้สร้าง

อย่างเช่น สโนว์ไวท์ กับคนแคระทั้งเจ็ด (Snow White and the Seven Dwarfs) จนทำให้เด็กชายตัวน้อย หัดวาดรูปตามการ์ตูน ดังอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นความรักฝังใจ ที่ทำให้เขามุ่งมั่น จะเป็นอนิเมเตอร์ให้กับทาง Disney และเขาก็สามารถไปถึงฝันนั้นได้ เมื่อดอนเรียนจบ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

เขาก็ลองนำผลงานเขียน ของเขาไปยื่นเสนอกับทางดิสนีย์ ที่มองเห็นศักยภาพของชายหนุ่ม และรับเขาเข้ามาเป็นหนึ่งใน ทีมอนิเมเตอร์ ซึ่งดอนก็ได้มีส่วนร่วม กับการสร้างภาพยนตร์ อนิเมชั่นอย่าง เจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beauty) อีกด้วย อ้าว ถ้าแบบนั้นก็แปลว่า

ดอนสามารถทำความฝัน ของเขาสำเร็จแล้วงั้นหรือ? คำตอบก็คือ ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะเขาทำงาน อยู่ในดิสนีย์ได้เพียงสองปี เขาก็ทำการลาออก จากสถานที่ทำงานในฝัน เพื่อเดินทางตามเส้นทาง ศาสนาที่ครอบครัวของเขา นับถือด้วยการไปทำหน้าที่ เป็นมิชชันนารีนอกแดนมาตุภูมิ เป็นเวลาราวสองปีครึ่ง

และเมื่อเขาเดินทางกลับมา เข้าเรียนขั้นมหาวิทยาลัย เพื่อหาความรู้ให้กับตัวของเขาเอง ก่อนที่เขาจะวกเวียน กลับมาทำงานในวงการ อนิเมชั่นแบบเต็มตัวตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1986 แต่เป็นการทำงาน กับอนิเมชั่นสำหรับ ฉายทางโทรทัศน์เป็นหลัก

ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่ ทั้งการวาดฉากหลัง, ออกแบบงานสร้าง, แต่งเรื่อง, แต่งเพลง จนได้ประสบการณ์ติดตัว มาอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะกลับเข้าไป ทำงานกับทางดิสนีย์ในช่วงปี ค.ศ.1971 ด้วยประสบการณ์ชีวิต กับประสบการณ์การทำงาน ที่เพิ่มพูนขึ้น ทำให้เขาได้มีส่วน ในการสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นหลายเรื่อง

ทั้งภาพยนตร์ขนาดสั้นอย่าง Winnie the Pooh and Tigger Too หรือภาพยนตร์ขนาดยาวอย่าง หนูหริ่งหนูหรั่ง ผจญเพชรตาปีศาจ (The Rescuers) รวมถึงเป็นผู้รับหน้าที่ กำกับงานอนิเมชั่น ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ Pete’s Dragon ฉบับปี ค.ศ.1977 อย่างไรก็ตาม การกลับมาทำงานครั้งที่สอง กับทางดิสนีย์ ดอน บลุธ

ก็ได้พบว่าคุณภาพงานในช่วงนั้นตกต่ำลงจากสมัยยุคทองอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้มีการทิ้งโนว์ฮาวในการผลิตงานทิ้งไว้แบบชัดเจน อีกส่วนคือ การที่ดิสนีย์ในช่วงนั้นเจตนาลดต้นทุนการผลิตงานอนิเมชั่น ในระดับที่ตัว ดอน

เห็นว่าเป็นการตั้งใจลดคุณค่างานศิลป์ ทำให้ตัว ดอน บลุธ ต้องการจะปลุกชีพงานอนิเมชั่นที่ลื่นไหลทั้งภาพ เรื่อง และบทเพลง จนเขาเริ่มรวมตัวกับเพื่อนร่วมงานใกล้ชิด เริ่มพัฒนาผลงานเรื่อง Banjo The Woodpile Cat

อ่านเรื่องอื่น : One Piece จากอดีตสู่อนาคต จากโรเจอร์ถึงลูฟี่

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT