มิถุนายน 13, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

Festival Economy เศรษฐกิจที่สร้างจากเทศกาล

Festival Economy เศรษฐกิจที่สร้างจากเทศกาล เมื่อเยอรมนีมี Oktoberfest ญี่ปุ่นมี Fuji Rock Festival อเมริกามี Coachella เราจะมีเป็นของตัวเอง และก้าวไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่? เร็วๆ นี้เพิ่งมีการผลักดันนโยบาย Festival Economy หรือการสร้างมรดกทางเศรษฐกิจด้วยงานเทศกาล หวังให้เป็นแรงขับทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทยในยุคหลัง COVID-19
Festival Economy เศรษฐกิจที่สร้างจากเทศกาล

Festival Economy เศรษฐกิจที่สร้างจากเทศกาล

Festival Economy เศรษฐกิจที่สร้างจากเทศกาล เมื่อเยอรมนีมี Oktoberfest ญี่ปุ่นมี Fuji Rock Festival อเมริกามี Coachella เราจะมีเป็นของตัวเอง และก้าวไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่? เร็วๆ นี้เพิ่งมีการผลักดันนโยบาย Festival Economy หรือการสร้างมรดกทางเศรษฐกิจด้วยงานเทศกาล หวังให้เป็นแรงขับทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทยในยุคหลัง COVID-19

ภายใต้นโยบาย ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญคือ ศิลปวัฒนธรรม, ครีเอทีฟไลฟ์สไตล์, เอนเตอร์เทนเมนต์ และกีฬามวลชน เป้าหมายคือการสร้างอีเวนต์ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ 4 ส่วนนี้ และมีเมกะอีเวนต์ใหญ่ที่มีชื่อเสียง ดึงคนต่างชาติมาร่วมงานในระดับที่สามารถเป็นอีเวนต์ส่งออกลิขสิทธิ์ได้ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง เรามีความสามารถมากพอไหม

ไปคุยกับองค์กรผู้รับผิดชอบ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ และภาคเอกชนในส่วนของดนตรี มาเล่าสู่กันฟัง ให้พอได้ตื่นเต้นกัน!

เมกะอีเวนต์ ฝันใหญ่ต้องไปให้ถึง

“ถึงจุดหนึ่งเราก็เกิดคำถามว่าทำไมต้องจ่ายเงินไปดึงลิขสิทธิ์ต่างประเทศมาจัดงาน เสียเงินหลายร้อยล้าน สู้มาคุยในพื้นที่และสร้างงานเฟสติวัลของเมืองที่มีอยู่แล้ว พัฒนาให้ดีขึ้น ยกระดับ และต่อไปจะสามารถเอกพอร์ตงานแบบนี้ไปต่างประเทศได้” นิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการสายงานธุรกิจของทีเส็บ เล่าถึงเป้าหมายที่เมกะสุดๆ ให้เราฟัง แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้

เธอก็ยอมรับว่ายาก และมีหลายเรื่องที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ สถานที่ การเดินทาง ตลอดจนการสร้างคอมมูนิตี้ศิลปินท้องถิ่น และการทำให้งานเทศกาลเป็นเรื่องของทุกคน “แม้ว่าจะใช้เวลาแค่ไหน แต่ก็เป็นมิชชั่นที่เราต้องทำ” เธอย้ำ “ตอนนี้เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเจเนอเรชัน แต่ก่อนมันเป็นรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเบบี้บูมเมอร์ กับเจนเอ็กซ์

แต่ตอนนี้เจนวายและเจนซีก็จะมองในมุมที่แตกต่างกันไป แล้วภาพรวมการใช้ชีวิตก็แตกต่างกันไป เราก็รู้ว่าเมื่อประเด็นปัญหาเป็นแบบนี้เราก็ต้องสร้าง ecosystem ใหม่” เพราะคนเจเนอเรชันที่เธอพูดถึง คือคนที่โอบรับงานเทศกาลที่ป๊อปขึ้น และให้คุณค่ากับมันเป็นอย่างดี นิชาภาอธิบายต่อว่า เป้าหมายใหญ่ในการสร้าง ecosystem ใหม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน

คือ หนึ่ง ตั้งใจที่จะเอาเฟสติวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศมาลง เพื่อให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ประเทศ เอางานไปลงในพื้นที่ไหน เงินก็ลงไปพื้นที่นั้น และสอง การสร้างเมกะอีเวนต์ขึ้นเองไม่ว่าจะพื้นที่หรือเซคเตอร์ไหน สร้างศิลปินท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนักปั้น นักดนตรี หรือนักวิ่ง ผลักดันที่จะให้ศิลปินท้องถิ่นเจริญเติบโต และดึงศิลปินต่างประเทศเข้ามาแลกเปลี่ยน สร้างศิลปินเป็นรุ่นๆ ไป เกิดความยั่งยืนในการจัดเทศกาลที่เป็นของเราเองตามที่ฝัน

เทศกาลดนตรีที่หล่อเลี้ยงศิลปินท้องถิ่นให้ยืนบนลำแข้ง

ข้ามฝั่งไปคุยกับเอกชนกันบ้าง ว่าพวกเขาคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้ เราได้นั่งคุยกับ พาย – ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี ผู้ร่วมก่อตั้งฟังใจ และผู้จัดงาน Bangkok Music City ซึ่งเป็นหนึ่งในเซคเตอร์ที่ทางทีเส็บผลักดันอยากให้เกิดเป็นเมกะอีเวนต์ กับความฝันของเขา ที่อยากจะสร้างเทศกาลดนตรีที่ทำให้ศิลปินอินดี้ หรือศิลปินอิสระมีพื้นที่ทำงาน และระบบที่จะเลี้ยงตัวเองได้ด้วยอาชีพสายดนตรี

งาน Bangkok Music City เป็นงานที่ต้องการผลักดันให้กรุงเทพเป็นเมืองดนตรี เป็นที่ๆ เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยเสียงดนตรี และเป็นเมืองที่เกิดการท่องเที่ยวเชิงดนตรีขึ้นมา เขายกตัวอย่าง เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองที่ได้ชื่อเล่นว่า ‘Live Music Capital of the World’ หรือเมืองหลวงดนตรีสดของโลก ที่มีดนตรีสดเล่นอยู่ทุกหนแห่ง และมี ‘South by Southwest’ (SXSW) เป็นเทศกาลประจำปีระดับโลกความยาว 10 วัน

“Bangkok Music City เกิดจากการอยากเลียนแบบ South by Southwest ซึ่งเกิดขึ้นตอน ค.ศ.1987 เพราะก่อนหน้านั้น 2 ปี เขามีการเปลี่ยนกฎการดื่มแอลกอฮอล์ จากอายุ 18 เป็น อายุ 21 แล้วเมืองนั้นเป็นเมืองหลวงของรัฐเท็กซัสก็จริง แต่ประชากรคือนักศึกษา ซึ่งพอกฎเปลี่ยนพวกเขาก็ไปเที่ยวไม่ได้ ก็ไม่มีเงินไปตกนักดนตรีท้องถิ่น เกิดการตกงาน ก็มีกลุ่มคน 4 คนคิดจะทำโชว์เคส ดึง buyer จากนิวยอร์ก แอลเอ

ซึ่งเปนศูนย์กลางของดนตรี มาดู แล้วพาวงพวกนี้ออกไปเล่นที่อื่น ทั่วประเทศ คราวนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนวงจากต่างรัฐก็มาเล่น และทั่วโลกก็มาเล่นเพื่อตีตลาดอเมริกาและทั่วโลกส่วนอื่น” ในปี ค.ศ.2010 การท่องเที่ยวเชิงดนตรีสามารถนำรายได้เข้าสู่เมืองออสตินถึง 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ แถมยังมีรายได้จากการเก็บภาษีถึง 38 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ทั้งคนท้องถิ่น ได้ทั้งรัฐ

อ่านเรื่องอื่น จากแหล่งท่องเที่ยวสู่เมืองร้าง

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT