มิถุนายน 13, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

เล่าเรื่องผีกัน

เล่าเรื่องผีกัน

เล่าเรื่องผีกัน

เล่าเรื่องผีกัน

เล่าเรื่องผีกัน เรื่องที่ 1 ตามมาที่โรงเรียนย้อนไปสมัยที่เราอยู่ ม.4 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในชานเมืองของกรุงเทพ เพื่อนในชั้นเรียนตกลงกันว่าจะออกค่ายพัฒนาโรงเรียนในชนบท เพื่อเก็บชั่วโมงจิตอาสาให้ครบ เพื่อนๆทุกคนจึงปรึกษาหารือกันเรื่องจัดค่ายการเป็นอยู่และการเดินทาง ในที่ประชุมสรุปกันว่าเราจะไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในปราจีนบุรี เราจะเดินทางกันโดยรถไฟ

เพื่อดูบรรยากาศข้างทางและประหยัดค่าใช้จ่าย ทุกคนดูตื่นเต้นและรอคอยค่ายครั้งนี้มาก ๆ
และวันออกเดินทางก็มาถึง บรรยากาศที่สถานีรถไฟก็จะประมาณว่า
มีเซเลปจากวงการมายามารอขึ้นรถไฟ ทุกคนแต่งตัวให้นำแฟชั่นที่สุดเพื่อที่จะไปอวดน้อง ๆ ในค่าย เราก็แอบขำว่าพวกมึงทำเพื่ออะไร พอถึงเวลาที่รถไฟเทียบชานชาลา พวกเราก็แห่กันขึ้นทันที แย่งเบียดเสียดกับผู้คน มีทั้งคนไทยและก็เพื่อนบ้าน สรุปคือไปกัน30กว่าคนได้นั่งแค่4-5คนเอง

เล่าเรื่องผีกัน

บรรยากาศในขบวนรถมีลูกเล็กเด็กแดง มีคุณป้าถือตะกร้าไข่แก้บน เสียงน้ำเย็นผ้าเย็นมั้ยคะ
ของแม่ค้าดังมาชัดเจน ถึงแม้แม่ค้าคนนั้นจะอยู่ที่โบกี้อื่น บรรยากาศก็ปกติทั่วไป
แต่เราไปสะดุดที่ชายคนหนึ่งที่มีลายสักเต็มตัวสักไปถึงหน้าผาก
ยืนคุยโทรศัพท์ดังมาก(คุยเป็นภาษาเขมร)เราฟังไม่รู้เรื่องหรอก และที่สำคัญคือพวกกรูรำคาญ

แต่ก็ได้แค่บ่นกับเพื่อนๆว่ารำคาญไอ้เหียกนี่ว่ะ จนเดินทางมาถึงชุมทางชื่อดังแห่งหนึ่ง
ผู้คนก็ทยอยกันลงจนมีที่ว่างให้พวกเราได้นั่งพักให้หายเมื่อยซักหน่อย หลังจากที่เราได้นั่ง
และซื้อข้าวเกรียบปลาและปลาเส้นทาโร่ กินกันจนอิ่มแล้ว เราก็หลับพักสายตาไปพักนึง

ตื่นมาอีกทีเพื่อนก็ปลุกบอกว่าใกล้ถึงแล้ว ภาพที่เห็นคือสองข้างทางมันคือป่าทั้งนั้นเลยเว้ย
พอรถไฟจอดเรานึกในใจแมร่งเอ๊ย !!! กูจะไปทางไหนดีวะเนี่ย ในจังหวะนั้น
รถไฟกำลังเคลื่อนออก อีมู่ลี่เพื่อนเราตะโกนว่า เฮ้ย!!! จับมันไว้ๆ ทุกสายตาหันไปทางต้นเสียง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อีมู่ลี่โดนฉกกระเป๋าตัง เรากับพวกเพื่อนๆรีบพุ่งไปคว้าตัวคนร้าย
เพื่อนที่ชื่อ แฮมรีบคว้าคอเสื้อมันได้ บวกกับรถไฟที่ค่อยๆเคลื่อนตัวออก
คนร้ายมันจึงยอมปล่อยมือจากราวเหล็กแล้วร่วงลงมา พอมันหล่นตุ้บ! มันรีบสะบัดหลุด

แล้ววิ่งข้ามทางรถไฟ ทันใดนั้นก็มีรถไฟที่พ่วงน้ำมันสวนมาพอดีกับจังหวะที่
ขบวนที่เรานั่งมายังไม่พ้นสถานี ทำให้คนร้ายมองไม่เห็นขบวนที่สวนมา และแล้วหายนะก็เกิดขึ้น คนร้ายโดนรถไฟพ่วงน้ำมันบดขยี้ร่างและศรีษะดังโพล๊ะ!!! เหตุการณ์เกิดขึ้นไวมาก
รถไฟขบวนนั้นก็วิ่งต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนต่างอึ้งกับสิ่งที่เกิด

เรื่องที่ 2 ผีเขมรบนเกาะกูด

เรื่องมันเกิดขึ้นในปลายฤดูร้อนปีหนึ่ง เมื่อบรรดาสจ๊วตและแอร์รุ่นเดียวกับผม
นัดรวมพลพรรคที่มีเวลาว่างตรงกันประมาณ 10 คน จัดทริปไปเที่ยวเกาะกูด โดยพักที่
บ้านกึ่งรีสอร์ทบนเกาะเล็กๆส่วนตัว ห่างออกมาจากชายแดนของประเทศกัมพูชาไม่มากนัก
ด้วยความที่อยากทำตัวเป็นไฮโซติดดิน พวกเราจึงทุลักทุเลเดินทางออกจากกรุงเทพฯ
ในตอนบ่ายโดยรถโดยสารปรับอากาศของ บขส.จากสถานีเอกมัย มาลงที่ตัวจังหวัดตราด
แล้วต่อรถสองแถวไปที่ท่าเรือ เพื่อต่อเรือไปยังเกาะที่พักอีกที ซึ่งกว่าจะถึงที่หมายก็พลบค่ำ
ทุกคนจึงเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง ขนาดที่เรียกได้ว่าแทบจะคลานขึ้นบ้านพักกันเลย

เล่าเรื่องผีกัน

หลังจากเติมพลังงานด้วยอาหารเย็น ที่เจ้าของรีสอร์ทจัดเตรียมให้จนอิ่มหมีพีมันแล้ว
พวกเราจึงออกเดินสำรวจบ้านพักและบริเวณโดยรอบ… มันมีลักษณะเหมือน
บังกะโลชายหาดแบบโบราณทั่วไป คือยกพื้นสูงประมาณเมตรกว่าๆ ตัวเรือนทำด้วยไม้
มีหน้าต่างโดยรอบ ทำให้อากาศถ่ายเทได้เป็นอย่างดี ด้านหน้าเป็นท้องทะเลสีคราม
เข้ากับสีฟ้าอ่อนของตัวบ้าน ด้านหลังอิงแอบกับเนินเขาลูกเล็กๆ ที่มีบรรดาพืชพันธุ์ต่างๆ
ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่มากมาย เสียงสรรพสัตว์ต่างๆ ร้องเบาๆ ดังออกมาจากป่าละเมาะนั้น
แต่เสียงหนึ่งที่ทำให้ผมขนลุกด้วยความกลัวปนขยะแขยงมากที่สุด
คือเสียงของตุ๊กแกที่ไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามผนังบ้าน
ระหว่างทาง พวกเราได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่มาทำงานที่รีสอร์ทแห่งนั้น ทุกคนต่างก็มี
อัธยาศัยอันดี ยกเว้นแต่พ่อแม่ลูกสามคนที่มองผมและซุบซิบกันด้วยท่าทีแปลกๆ…

คืนนั้น… พวกเรานั่งเฮฮาตากลมริมชายหาด จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน
จึงเดินกลับเข้าตัวบ้านเพื่อพักผ่อน ด้วยความที่สนิทกันมาก แต่ละคนจึงลากเอาที่นอน
หมอนมุ้งมานอนรวมกันที่ห้องใหญ่ห้องเดียว ต่างพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน…
สักพักใหญ่ๆ เสียงจ้อกแจ้กจึงค่อยๆลดระดับลงเป็นเสียงกระซิบ และเงียบไปในที่สุด
แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องเห็นเป็นเงาสลัวลาง เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งเบาๆ
ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทำให้ผมผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย

เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบ ผมสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อได้ยินตุ๊กแกร้องระงมอยู่ภายนอก
เสียงนั่นทำให้ต้องรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง เอามืออุดหูด้วยความเกลียดกลัว…
น่าแปลกที่บรรดาเพื่อนๆ ยังคงนอนหลับกันอย่างสบายอารมณ์ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สักพักเสียงตุ๊กแกก็สงบลง แต่คราวนี้กลับมีเสียงของชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นเบาๆ
ผมพยายามฟังว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกันอยู่ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้แม้แต่คำเดียว…
เหมือนกับเป็นภาษาเขมร

ผมค่อยๆ พลิกตัวมองไปยังหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งเป็นที่มาของเสียง…
ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัว… ภาพลางๆที่เห็นเบื้องหน้าคือ
ชายหญิงและเด็กที่ผมพบตอนเดินเล่นเมื่อช่วงค่ำนั่นเอง… การสนทนาสะดุดหยุดลงทันที
เหมือนรู้ว่ามีคนกำลังแอบฟังอยู่ ทั้งหมดหันมาจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เย็นชา…
“อ๋อ…พวกชาวบ้านที่ทำงานที่นี่นั่นเอง” ผมคิดในใจพร้อมกับเอ่ยถามพวกเขาเบาๆ
ด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนเพื่อนที่นอนหลับอยู่
“มีอะไรหรือครับ…มาทำอะไรกันดึกๆดื่นๆอย่างนี้…” เสียงของผมทำให้เพื่อนบางคน
เริ่มขยับพลิกตัว… เมื่อเหลียวไปมองก็เห็นเงาตะคุ่มๆกำลังโงนเงนลุกขึ้นนั่ง
เพียงเสี้ยววินาทีที่ผมละสายตาจากพวกเขาเหล่านั้น… พลันปรากฏภาพของเด็กผู้ชาย
ตัวเล็กที่อยู่ข้างนอกเมื่อสักครู่ มายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอน
ถือไม้ท่อนใหญ่ท่อนหนึ่งแกว่งเล่นในมือ… ผมงงงันกับภาพเบื้องหน้า
ไม่เข้าใจว่าเด็กนั่นแอบปีนเข้ามาในห้องพักของพวกเราตั้งแต่เมื่อไร

โดยไม่คาดคิด… แกเริ่มออกวิ่งไปรอบๆห้อง กระโดดข้ามเพื่อนบางคน
ที่ยังคงนอนขวางอยู่ พลางเอาไม้ที่ถืออยู่เคาะผนังดังก๊อกๆๆๆ
พร้อมส่งเสียงกรีดร้อง… มันดังโหยหวน จนผมต้องยกมือขึ้นปิดหู ถึงตอนนี้
เพื่อนๆผมก็ตื่นกันหมดแล้ว ทุกคนต่างลุกขึ้นนั่งแล้วมองหน้ากันด้วยความงุนงง
ว่าเกิดอะไรขึ้น… ผมพยายามร้องห้าม แต่เด็กนรกนั่นไม่ยอมหยุด ยังคงวิ่งพล่าน
เคาะฝาผนังรอบห้องต่อไป ผมจนปัญญาจึงหันไปหาสามีภรรยาที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“พี่ๆ ช่วยมาเอาลูกออกไปหน่อยสิครับ ซนจริงๆ…” ผมกวักมือเรียกสองคนนั่น
แต่น่าแปลกที่พวกเขาดูเหมือนจะไม่สนใจใยดี
ว่าลูกตัวเองกำลังรบกวนการพักผ่อนของพวกเราอยู่
“คุยกับใครที่ไหนอยู่เหรอ แอนดี้…แล้วนี่เสียงอะไรน่ะ ใครร้อง…ใครเคาะฝาบ้าน”
เสียงสั่นๆ ของเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น พร้อมหันไปมองรอบๆอย่างหวาดๆ
ราวกับว่ามันไม่เห็นใครอยู่เลย

“อ้าว…ก็เรียกให้พ่อแม่ของเด็กนี่มาเอาลูกเค้าออกไปน่ะสิ วิ่งเล่นอยู่ได้ ไม่หลับไม่นอน”
ผมตอบอย่างเหลืออด จากนั้นก็ขยับตัวลุกขึ้นอาศัยแสงจันทร์หาทางเดินไปยังแผงสวิทช์ไฟ
แล้วกดปุ่มให้มันทำงาน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น… ห้องทั้งห้องยังคงมืดมิด
ท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนๆ ผมกดปุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า แข่งกับเสียงกรีดร้อง
และเสียงเคาะผนังห้องของเด็กนั่น ความกดดันปะทุขึ้นจนผมไม่สามารถทนได้
ผมใช้นิ้วกระแทกย้ำไปที่สวิทช์ไฟอีกหลายครั้ง พร้อมตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด
“ไอ้หนูหยุด…หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้…”
เมื่อสิ้นเสียงของผม แสงจากดวงไฟหลายดวงบนเพดานพลันสว่างขึ้น
เสียงอึกทึกและภาพของเด็กน้อยคนนั้น กลับหายไปในพริบตา
ห้องทั้งห้องกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง… ผมมองไปรอบๆ
เห็นบรรดาเพื่อนๆนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ด้วยความหวาดกลัว

ผมรีบสาวเท้าเดินไปที่หน้าต่างตรงหัวนอน เพื่อมองหาทั้งสามคนนั่น
แต่กลับไม่พบอะไรเลย… แข็งใจมองฝ่าความมืดออกไป เห็นเงาตะคุ่ม ๆ
กลุ่มหนึ่งเดินอยู่ตรงท่าเรือ พวกเขาหันมามองที่ผมอีกครั้ง ด้วยแววตาเฉยชาเช่นเคย
แล้วค่อยๆเดินห่างออกไป จนกระทั่งลับสายตาในที่สุด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ผมเดินลงไปดูตรงบริเวณที่เห็นสามีภรรยาเมื่อคืน
(เดินไปคนเดียว เพื่อนคนอื่นกำลังสาละวนเก็บของหนีกลับกรุงเทพฯ) พบว่ามี
ศาลเพียงตาตั้งอยู่สองหลัง… ทำไมนะ เมื่อวานพวกเราถึงไม่มีใครเห็นศาลนี้กันสักคน
สอบถามคนงานดูจึงทราบว่ามันถูกสร้างให้สามีภรรยาและลูกชายที่นั่งเรืออพยพ
มาจากกัมพูชาเพื่อหนีสงครามเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่โชคร้ายที่เรือมาล่ม
จมน้ำตายหมดทั้งครอบครัว และศพถูกกระแสน้ำพัดมาเกยตรงบริเวณหาดหน้าบ้านหลังนี้

เรื่องที่ 4 ผีสั่งสอน

เมื่อคนที่เข้ามาอยู่บ้านต่อไม่ยอมทำมาหากินผีจึงออกมาสั่งสอน
เรื่องเล่าของผีป้าน้อย อายุได้50ปีเป็นคนอ้วนอยู่แต่กับบ้านไม่ค่อยได้ทำงาน
เพราะผัวทำงานมีเงินเดือน เมื่อก่อนก็ผ่อมอยู่แต่พอมีลูกคนแรกที่พอคลอดออกมาแล้วตาย
ก็อ้วนขึ้นๆ แล้วก็ไม่มีลูกอีกเลย ก่อนตายไปรู้ว่าผัวมีเมียอีกคนและแอบมีลูกสาวด้วยกัน
พอแกรู้ก็เสียใจมากหาทางออกไม่ได้ กินยาฆ่าตัวตาย

ส่วนบ้านที่แกอยู่ก็ถูกปิดตายเพราะผัวแกย้ายไปอยู่กับเมียอีกคน
บ้านก็ถูกทิ้งร้างไว้นาน พอดีมีพี่คนหนึ่งเดือนร้อนไม่มีที่อยู่ จึงเข้าไปขออยู่
เพราะผัวที่ย้ายไปก็ยังไม่ได้ต้องการบ้าน หรือเอาไปทำอะไร
ไอ้พี่คนนี้ก็เลยได้อยู่บ้านป้าน้อยต่อ ทั้งที่ก่อนป้าน้อยตายไอ้พี่คนนี้ก็ยืมเงินป้า
แกไว้3หมื่นแต่ก็ยังไม่ได้คืนอ้างว่าไม่มีเงิน พอมาอยู่ต่อก็ยังไม่ทำมาหากินอีก
ป้าน้อยแกเลยมาเข้าฝันมาหลอก ให้ไปหาเงินทำเอาเงินที่เคยยืมไปชดใช้คืนแก
ตัวพี่แกเองไม่มีเงิน ไม่มีงานทำ ตอนเมาจึงไปด่าผีป้าน้อย
คืนนั้นเองผีป้าน้อยมาหลอก มาบีบคอ เล่นเอาเกือบตายพี่แกวิ่งหนีออกจากบ้าน
ไปอยู่บ้านแม่เลย หลังจากนั้นผีป้าน้อยแกก็เฮี้ยน ค่อยหลอกหลอนตลอด
จนพี่แกต้องไปทำงานหาเงินมาทำบุญชดใช้ให้ ผีป้าน้อยจึงสงบลง
หลังจากนั้นพี่แกก็มีการมีงานทำต่อไปด้วยดี

เรื่องที่ 5 ผีมารำด้วยในวันงาน

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเราม.5 เราได้ถูกอาจารย์คัดเลือกให้รำเปิดพิธีเปิดตึกเรียนใหม่
การแสดงมีหลายชุด ชุดแรกเป็นรำอวยพร ชุดที่สองเป็นรำสุโขทัย
ส่วนเรารำระบำกฤษดาภินิหารคู่กับตัวพระซึ่งเป็นกระเทยเพื่อนเราเอง
ปกติรำกฤษดาภินิหารจะนิยมรำ2คู่ คือตัวพระ2 ตัวนาง2 แต่ด้วยความที่
ตัวพระของโรงเรียนเรานั้นหายาก จึงรำแค่คู่เดียวคือเรากับเพื่อน ทุกครั้งที่ซ้อม
เราจะไหว้พ่อแก่ทุกครั้ง และกล่าวขอโทษทุกครั้งหากรำผิดพลาดตรงไหน

เล่าเรื่องผีกัน

เรารู้สึกใจหวิวๆตั้งแต่ตอนซ้อมก่อนวันงาน2อาทิตย์แล้ว แต่เราก็คิดซะว่าเราคงคิดมากไปเอง
เพราะกระเทยเพื่อนเรานางก็พอมีเซ้นแต่นางไม่ได้พูดหรือทักอะไร เราจึงไม่คิดอะไรมาก
ทุกวันตอนเรารอซ้อมรำพร้อมเพื่อน เราจะซ้อมท่าต่าง ๆ รอก่อน
ห้องซ้อมรำจะเป็นห้องกระจกนะคะกระจกรอบห้องเลย ด้านหลังบนสุดจะเป็นพ่อแก่
ถัดมาจะเป็นพวกชฎา เกี้ยวหัว และชุดไทย เครื่องประดับต่างๆ ตรงเหนือกระจกกลางห้อง
จะมีหุ่นนางรำตัวพระกับตัวนางวางอยู่ข้างบน ทุกครั้งที่รอเพื่อนมา เราก็จะทบทวนท่ารำ
เพื่อให้ซ้อมไวขึ้นจะได้กลับบ้านเร็ว น้อง ๆ ที่รำชุดอื่นก็จะทยอยกลับบ้านแล้ว
เพราะเวลาเลิกเรียนของม.5คือ 5โมงเย็นกว่าเราจะลงมาซ้อมรำ เด็ก ๆ ก็กลับกันเกือบหมดแล้ว

วันนั้นเราซ้อมรำอยู่คนเดียวแต่ความรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอด เวลาเอียงหัวรำท่าต่าง ๆ
หางตาจะมองเห็นเหมือนมีคนมารำด้วย ตอนนั้นเรากลัวมากเหงื่อแตกเต็มไปหมด
ทั้ง ๆ ที่ห้องซ้อมรำเป็นห้องแอร์
“แกร๊ก” กระเทยเพื่อนเราเปิดประตูเข้ามา มันทำหน้างงๆแล้วถามเราว่า
“เมื่อกี้ครูออกมาดูท่าให้หรอ เห็นยืนรำท่าเดียวกันเลย” เราเงียบไม่พูดจนเพื่อนสังเกตุได้ว่า
เราหน้าซีด จึงให้พักก่อนแล้วค่อยมาซ้อมกันก่อนจะกลับบ้าน

คืนก่อนวันจริงเรารีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำเพราะต้องรีบไปโรงเรียนแต่เช้า
ช่วงที่เรากำลังเคลิ้มจะหลับเราเห็นเงาจากแสงที่ลอดมาจากหน้าต่างตรงกลางห้อง
เราเห็นเหมือนผู้หญิงกำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อย เรารีบข่มตาแล้วท่องนะโมตัสสะจนเผลอหลับไป พอตื่นนอนเรารีบออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปแต่งหน้าทำผม ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน หมาก็หอนทันที เหมือนกับมันนัดกันหมาในซอยหอนดังลั่น
จนพ่อเราขี่รถมอไซด์ออกมาเพื่อไปส่งเรา พอมาถึงโรงเรียนเราก็มาแต่งหน้าทำผมทันที
การแต่งกายของระบำกฤษดาภินิหารเป็นชุดเครื่องใหญ่หากนึกไม่ออกให้นึกถึง
ชุดนางสีดาในเรื่องรามเกียรติ์ไว้นะคะ ชุดแบบนั้นเลย พอแต่งตัวเสร็จเรารู้สึกอึดอัดมาก
จะว่าเพราะชุดมันแน่นไปก็ไม่ใช่แน่ อึดอัดอยู่ในอก พอเราแต่งตัวเสร็จสักพัก
กระเทยเพื่อนเราก็เดินมาหา นางแต่งตัวเสร็จแล้วเหมือนกัน นางพูดออกมาว่า
“จะเกิดไรขึ้นก็รำให้จบเพลงนะ มีสติไว้มากๆ” เราแทบอยากจะร้องไห้
เพราะคำพูดของมันเราทำได้แค่พยักหน้ารับเท่านั้น

จนเวลาใกล้9โมงที่พิธีเปิดงานจะเริ่ม การแสดงชุดต่าง ๆ ก็ไปแสตนบายที่หลังเวที
ในสนามหน้าเสาธง การแสดงชุดแรกและชุดสองผ่านไป จนถึงการแสดงของเรา
เราและเพื่อนร่ายรำตามแบบที่ซ้อมกันมา ใบหน้ายิ้มแย้ม ทั้งๆที่ในใจเรากลัวเหลือเกิน
ความรู้สึกอึดอัดก็ทวีเพิ่มขึ้น จากรำแค่ 2 คนเราสัมผัสได้ถึงนางรำตัวนางอีกคน
ที่ยืนรำอยู่ข้างหลังเรา เสียงดนตรีดังขนาดไหน แต่เราได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดอยู่ข้างหลัง
เราอยากจะวิ่งหนีให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพื่อนเราบอกเราไว้ให่รำให้จบเพลง
จนถึงช่วงสุดท้ายของเพลงเราเอียงหัวไปทางซ้าย เราได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า “ตั้งใจรำสิ”
พร้อมกับความรู้สึกเหมือนโดนมือจับหัวเราให้เอียงอย่างช้าๆตามจังหวะเพลง
เราเริ่มน้ำตาคลอ เหมือนมือเย็นเฉียบทั้งๆที่อากาศร้อนมาก ในใจอยากเร่งให้เพลงจบไว ๆ
จนอีกอึดใจการแสดงของเราก็สิ้นสุดลง เราตัวสั่นเทิ้ม จนต้องมีคนพยุงเราออกจากตรงนั้น

อาจารย์พามานั่งพัก กระเทยเพื่อนเราวิ่งตามมา
อาจารย์ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เรายังไม่ทันพูดอะไร เพื่อนเราพูดว่า
“มีคนมารำกับพวกหนู เป็นตัวนางมายืนรำอยู่ข้างหลัง..(ชื่อเรา)”
เราหันไปมองหน้าเพื่อน เราถามมันว่ารู้ได้ยังไง คำตอบที่ได้คือ
“ก็กูเห็นเงาใส่ชุดไทยเดินตามตั้งแต่ตอนแต่งตัวเสร็จแล้ว พอตอนรำ
กูก็เห็นเค้ายืนรำอยู่ข้างหลัง บางทีเขาก็ประคองมือรำ”
วันนั้นทั้งวันเราอยู่ในอาการหวาดกลัวจนต้องโทรบอกให้แม่มารับกลับบ้าน

วันถัดมาเรามาโรงเรียนตามปกติ แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งทักเราว่า
“กฤษดาภินิหารมันต้องรำเป็นคู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมเมื่อวานรำกัน3คน ?”
หลังจากวันนั้นเรารีบชวนกระเทยเพื่อนเราไปทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้แก่สิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น จากนั้นเราก็ทำใจอยู่นานกว่าจะเข้าห้องนาฎศิลป์ได้ แต่ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เวลารำอะไร ก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเลย อาจารย์และคนอื่นๆเชื่อว่าวิญญาณตนนั้น
คงอยากให้การแสดงของเราออกมาอย่างไม่ผิดพลาดจึงมาคอยช่วยเหลือ

อ่านเรื่องอื่นต่อไป : โลกหลังความตาย

แทงบอล

คนเห็นผี

ผีในหอพัก