มิถุนายน 13, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

เทียบกระดานหุ้นสหรัฐ-ไทย

KKP รีเสิร์ช ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร บอกว่า แม้ประเทศไทยจะฟื้นตัวจาก COVID-19 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น แต่ตลาดหุ้นไม่ได้ฟื้นตัวไปด้วย ต่างจากประเทศที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวจากโรคระบาดเท่าไหร่นัก แต่สถานการณ์ตลาดหุ้นกลับมาอยู่ในระดับปกติ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ ขอพูดตรงๆ
เทียบกระดานหุ้นสหรัฐ-ไทย

เทียบกระดานหุ้นสหรัฐ-ไทย

เทียบกระดานหุ้นสหรัฐ-ไทย KKP รีเสิร์ช ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร บอกว่า แม้ประเทศไทยจะฟื้นตัวจาก COVID-19 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น แต่ตลาดหุ้นไม่ได้ฟื้นตัวไปด้วย ต่างจากประเทศที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวจากโรคระบาดเท่าไหร่นัก แต่สถานการณ์ตลาดหุ้นกลับมาอยู่ในระดับปกติ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ ขอพูดตรงๆ

เพราะรักประเทศไทย มันน่าเป็นห่วงแล้วนะ เพราะอะไร? ถ้าหากดูจากข้อมูลแล้ว บอกได้เลยว่า ประเทศที่ตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นมาแม้ COVID-19 ยังไม่สิ้นสุด เป็นประเทศที่มี ‘ตลาดเทคโนโลยีขนาดใหญ่’ ไม่ว่าจะสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวัน เป็นเซนส์ที่น่าสนใจพอสมควร ในยุคที่ทุกอย่าง โก ดิจิทัล! นักลงทุนกระเป๋าหนักก็มองหาการลงทุนในอะไรที่เป็น ‘อนาคต’

แน่นอนว่าอุตสาหกรรมหนักแบบเก่าๆ ไม่สามารถดึงดูดใจนักลงทุนได้อีกต่อไปแล้ว

เมื่อเศรษฐกิจไทยขาด FAANG

จั่วหัวมาแบบนี้ คงงงกันล่ะสิ – FAANG คือชุดตัวย่อของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังครองโลกอยู่ตอนนี้ (Facebook, Amazon, Apple, Netflix, Google) รีพอร์ตของเกียรตินาคินภัทรตั้งใจบอกว่า เพราะประเทศไทยยังขาดบริษัทเทคโนโลยีที่จะเป็นแกนกระดูกสันหลัง ผลักดันประเทศไปข้างหน้า

ซึ่งเป็นปัญหาที่เราควรจะกังวลมานานแล้ว คลี่กางปัญหาของเศรษฐกิจไทยตอนนี้อย่างตรงไปตรงมา 10 บริษัทแรกในตลาดหุ้นไทย อันได้แก่ PTT, AOT (ท่าอากาศยานไทย), CPAll, AIS, SCG, PTTEP, GULF, BDMS (กรุงเทพดุสิตเวชการ), CFP, SCB (ไทยพาณิชย์) เกือบทั้งหมดยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม หรือ Old Economy

แม้จะมีอำนาจสูงในการดำเนินธุรกิจ แต่ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ธุรกิจที่จะได้รับความสนใจ มั่นคง หรือเป็นธุรกิจแห่งอนาคต รีพอร์ตของธนาคารเกียรตินาคินภัทรบอกว่า “เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศสหรัฐฯ ที่มีกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 5 แห่ง หรือที่เรียกว่า FAANG อันประกอบด้วย Facebook, Amazon, Apple, Netflix และ Google (หรือ Alphabet ในปัจจุบัน) เป็นแกนกลาง

ทั้งนี้ สัดส่วนของบริษัทในตลาดหุ้นไทยที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศ (Tech stock) มีมูลค่าอยู่ที่เพียง 3% ของทั้งตลาด ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวันที่มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 50% ของตลาดหุ้น” ข้อน่ากังวลใจก็คือ ระดับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ในภาคการผลิตของไทยในภาพรวมแทบไม่มีการพัฒนาเลยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไทยยังผลิตสินค้าแบบ ‘เดิม’ ที่เริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนคือตลาดส่งออกไทยที่ไม่ฟื้นตัว ขณะที่ตลาดโลกต้องการสินค้าเทคโนโลยีมากขึ้น ตลาดส่งออกที่ฟื้นตัวตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา

จึงเป็นตลาดของเกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม ในขณะที่การส่งออกของไทยยังคงหดตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ข้อมูลอื่นๆ บอกด้วยว่า อัตราการเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับเลข 2 หลัก ลงมาที่ระดับต่ำกว่า 5% ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเติบโตโดยเฉลี่ยกว่า 20% ต่อปีตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (ว้าว)

เรื่องที่น่าตกใจจริงๆ คือ สัดส่วนการส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (High-tech manufacturingproducts) ของไทยยังคงระดับเดิมที่ประมาณ 23% ส่วนเวียดนามแซงหน้าไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 โดยในปัจจุบันอยู่ที่ 40% ของการส่งออกทั้งหมด

อะไรทำให้ไทยไม่ไฮเทค

จากเสือตัวที่ห้า ประเทศไทยก็ต้องน้ำตาตกมาถึงทุกวันนี้ ยอมรับความจริงโดยไม่บิดพริ้วว่า ไอ้ความฝันเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย มันคงไม่น่าเกิดขึ้นกับเราในเร็วๆ นี้ ส่วนตัวที่ 6 หรือ 7 ก็ไม่รู้จะลุ้นได้หรือไม่ เราพลาดอะไรบ้าง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศผลิตเทคโนโลยีไม่ได้ แล้วการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีก็ยังสู้คนอื่นไม่ได้อีก

KKP Research ของเกียรตินาคินภัทร ชี้ละเอียดออกมาเป็น 3 จุดสำคัญ ไทยขาดอะไรบ้างในสนับสนุนการยกระดับทางเทคโนโลยี?

1) Infrastructure: ไทยยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะในด้านการศึกษาและบุคลากร

จำนวนและคุณภาพของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร รวมถึงแรงงานด้าน IT (Information Technology) และนักวิจัยของไทยมีเพียง 1,141 คนต่อประชากรล้านคน เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และเกาหลีใต้มีจำนวนนักวิจัยสูงถึง 6,915 และ 7,394 ต่อประชากรล้านคน เรียกว่าสูงกว่าไทยถึงกว่า 6 เท่าตัว ข้อมูล World Digital Competitiveness ปี ค.ศ.2020 ของ IMD พบว่า

ระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยยังรั้งอยู่ในอันดับที่ 39 จาก 63 ประเทศทั่วโลก และแทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยคะแนนในด้านภาพรวมเทคโนโลยีของไทยสูงขึ้น แต่ในด้านการเรียนการสอนไทยอยู่ท้ายๆ ซึ่งมันสะท้อนว่าระบบการเรียนการสอนไทยยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะพัฒนาบุคลากรให้พร้อมกับตลาดแรงงานโลกอนาคต (ที่เขาไปกันถึงไหนแล้วไม่รู้)

อ่านเรื่องอื่น Micro-Moments

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT