พฤษภาคม 11, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

เทคโนโลยีชิงบัลลังก์

เทคโนโลยีในโลกของ Game of Thrones อาจจะไม่ได้โดดเด่นมากหากเทียบกับซีรีส์เรื่องอื่นๆ เพราะในดินแดน Westeros ยังคงเป็นโลกในยุคโบราณที่ยังไม่มีมีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรมากนักตลอด 8,000 – 12,000 ปี หากเทียบเคียงระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างโลก Game of Thrones
เทคโนโลยีชิงบัลลังก์

เทคโนโลยีชิงบัลลังก์ ใน Game of Thrones

เทคโนโลยีชิงบัลลังก์ ใน Game of Thrones เทคโนโลยีในโลกของ Game of Thrones อาจจะไม่ได้โดดเด่นมากหากเทียบกับซีรีส์เรื่องอื่นๆ เพราะในดินแดน Westeros ยังคงเป็นโลกในยุคโบราณที่ยังไม่มีมีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรมากนักตลอด 8,000 – 12,000 ปี หากเทียบเคียงระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างโลก Game of Thrones

กับโลกของเราก็น่าจะใกล้เคียงในช่วงยุคกลางของยุโรปช่วงศตวรรษที่ 5 ซึ่งจากนิยาย Game of Thrones เทคโนโลยีที่บุกเบิกมากๆ คือการมาเยือนของ ‘เหล็กกล้า’ (Steel) ที่ส่งต่อมาจากกลุ่มผู้บุกเบิก Andals ซึ่งยึดครองพื้นที่ Westeros เมื่อกว่า 6,000 ปีก่อน ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีในโลก Game of Thrones

แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดเวลาพันๆ ปี นักอ่านส่วนหนึ่งตีความว่า ผู้ประพันธ์ George R.R. Martin อาจชื่นชอบบรรยากาศประดาบรบราฆ่าฟัน ยึดปราสาทยึดอำนาจแบบดั้งเดิมมากกว่า ซึ่งก็ให้อารมณ์ดิบๆ ดี (แล้วก็ใส่เวทย์มนต์คำสาปไปหน่อยพอได้ผงชูรสนัวๆ) ถึงเรื่องราวจะไม่เน้นเทคโนโลยีมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยเสียทีเดียว

เพราะในโลก Game of Thrones ที่ยังคงห้ำหั่นกันเพื่อชิงบัลลังก์นั้นก็ยังต้องการเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย  (คำเตือน : มีสปอยล์นิดๆ หน่อยๆ)

  • นกส่งสาร (Messenger-ravens)

การสื่อสารโดยที่ไม่มีโทรศัพท์ 4G ใช้ทำให้การรบราและขอกำลังหนุนจากพันธมิตรเป็นเรื่องลำบากขึ้น ลองนึกภาพแต่ละบ้านมีกลุ่มไลน์ของตัวเองก็คงจะดี (แต่ก็อาจจะมีกรุ๊ปลับไว้หักหลังกันอยู่ดีแหละ นิสัยนี้แก้กันยาก) แต่ก็ใช่ว่าในโลก Game of Thrones จะส่งข้อความหากันไม่ได้เลย เพราะเขายังคงใช้ ‘นก’ เป็นผู้ส่งสารสำคัญระหว่างเมือง

และนกที่มักใช้กันบ่อยๆ คือ ‘นกเรเวน’ (raven) ซึ่งอยู่ในวงศ์นกกา (Corvidae) แต่มีขนาดตัวใหญ่กว่ากานิดหน่อย เคยมีบันทึกว่า นกเรเวนมีอายุยืนถึง 40 ปี ด้วยความที่เป็นนกแสนรู้ทั้งในโลกจริงและโลกนิยาย ภาระส่งสารสำคัญจึงตกเป็นของวิหกหน้าดุเหล่านี้ กลุ่มนักปราชญ์ Maester (เมสเตอร์) ใช้นกเรเวนส่งสารไปทั่วแคว้นอาณาจักร Seven Kingdoms พวกมันมีความจำดี บินได้รวดเร็ว

(ในธรรมชาตินกเหล่านี้สามารถรับสัมผัสทิศทางจากแรงแม่เหล็กโลกโดยอาศัยอวัยวะที่อยู่ตรงจะงอย) โดยนกสีดำจะไว้นำส่งข่าวร้าย ส่วนนกสีขาวจะส่งข่าวดี ด้วยวิธีการเลี้ยงเพื่อใช้งานนกเรเวนเป็นศาสตร์ชั้นสูงมีกลุ่ม Maester เท่านั้นที่จะเป็นผู้ฝึกฝน จึงทำให้องค์ความรู้นี้ไม่ค่อยแพร่หลายไปในวงกว้าง

โลหะวาไลเรียน (Valyrian Steel)

อาวุธที่ดีที่สุดจะต้องถูกตีด้วยโลหะวาไลเรียน! ในโลก Game of Thrones แร่โลหะที่มีความสำคัญและมีมูลค่าสูงคือ  Valyrian Steel ที่ชาววาไลเรียนตีเป็นอาวุธดาบและใช้จนชำนิชำนาญ  โลหะชนิดพิเศษนี้เมื่อตีเป็นอาวุธแล้วจะมีความคมมาก ไม่ว่าจะนำไปฟันหรือกระทบอะไร คมดาบนี้ก็จะไม่มีทางบิ่นเป็นอันขาด ทั้งแข็งแกร่งและเบาหวิว จอห์น สโนว์

จึงหยิบดาบประจำตัว Longclaw มาอวด อาร์ย่า พร้อมกล่าวว่า “อิจฉาล่ะสิ?” โลหะวาไลเรียนเป็นโลหะชั้นสูงเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถสร้างความบาดเจ็บให้กับเหล่า White Walkers ได้ แต่หลังจากอาณาจักรวาไลเรียนล่มสลาย องค์ความรู้ก็แทบจะสูญหายหายไปด้วย อาวุธดาบส่วนใหญ่จึงกลายเป็นมรดกที่ให้กันและกันระหว่างคนในตระกูล

ว่ากันว่า Valyrian Steel นั้นเป็นโลหะธาตุที่มีพลังอำนาจพิเศษจากเวทย์มนต์ไหลเวียนและทำให้แกร่งด้วยอำนาจไฟจากมังกร แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น นักตีดาบสมัยใหม่บางคนกล่าวว่าหากจะมีโลหะใดเทียบเคียงความรู้สึกใกล้เคียงกับโลหะวาไลเรียน ก็คงเป็น ‘เหล็กกล้าดามัสกัส’ (Damascus steel)

 ซึ่งเป็นแร่เหล็กจากแห่งประเทศศรีลังกา แล้วนำมาตีหรือแพร่หลายที่เมืองดามัสกัส เมืองหลวงของประเทศซีเรีย ว่ากันว่าดาบที่ตีจากเหล็กกล้าดามัสกัสนั้นจะมีความคม แข็งแกร่ง ยากที่จะบิ่นงอ และมีคนจำนวนน้อยมากบนโลกที่มีความรู้การตีดาบเหล็กดามัสกัสด้วยวิธีการดั้งเดิม

  • หินดราก้อนกลาส (Dragonglass)

ต่อให้ White Walkers ไร้เทียมทาน แต่เพื่อความสนุกและสร้างความลุ้นระลึก มันก็ต้องมีของที่แพ้ทางกันบ้าง ‘Dragonglass’ คือเครื่องมือที่จะนำมาใช้ต่อกรกับเหล่า White Walkers ได้  โดย Dragonglass เป็นหินภูเขาไฟ ‘ออบซิเดียน’ (obsidian) ที่มีความสำคัญต่อเรื่องราว Game of Thrones

เนื่องจากเป็น 1 ใน 2 ธาตุร่วมกับโลหะวาไลเรียนที่สามารถสังหาร White Walkers ได้ หิน Dragonglass พบได้ในเกาะภูเขาไฟ Dragonstone ซึ่งตระกูล Targaryen นั้นเป็นผู้ครอบครอง เผ่าพันธุ์ลึกลับ ‘Children of the Forest’ จะนำหินชนิดพิเศษนี้มากะเทาะให้เป็นมีดเพื่อทำพิธีกรรมโดยนำมาแทงไปที่อกมนุษย์เพื่อเปลี่ยนเป็นอสูร White Walkers

ดังนั้นอะไรที่สร้างมันขึ้นมา  ก็จะสามารถทำลายมันได้ ในโลกความจริงนั้นมีการนำหินภูเขาไฟออบซิเดียนมาทำเป็นอาวุธเช่นกัน เช่น อาวุธ ‘Macuahuitl’ ของชาว Aztec นำหินชนิดนี้มาติดกับกระบองไม้ให้เกิดมุมแหลมคม ใช้ทุบตีศัตรู สร้างแผลฉกรรจ์ น่าเสียดายที่อาวุธของจริงโดยฝีมือชาว Aztec

ถูกเผาไปในกองเพลิงของพิพิธภัณฑ์อาวุธ Royal Armoury of Madrid ในสเปนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1884 กระบองที่หลงเหลืออยู่นั้นจึงเป็นของที่สร้างเลียนแบบขึ้นมาทั้งหมด

อ่านเรื่องอื่น : ลำดับการเกิดส่งผลต่อนิสัย

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT