มกราคม 17, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

เกมแนว Battle Royale

มันคือเวทีอันกว้างใหญ่ ของผู้คนที่ถูกรับเลือก ไม่ว่าพวกเขา จะยินดีกับมัน หรือไม่ก็ตาม ทุกคนล้วนกระโจน เข้าสู่สนามรบตัวเปล่า แล้วต้องไปลุ้นเอา ในดาบหน้าว่าแต่ละคน จะได้อาวุธอะไรมา จากนั้นทุกคน จะกระจายตัวไปตาม พื้นที่ต่างๆ ทุกคนต้องห้ำหั่นกัน จนเหลือผู้รอดตายคนสุดท้าย
เกมแนว Battle Royale

เกมแนว Battle Royale

เกมแนว Battle Royale มันคือเวทีอันกว้างใหญ่ ของผู้คนที่ถูกรับเลือก ไม่ว่าพวกเขา จะยินดีกับมัน หรือไม่ก็ตาม ทุกคนล้วนกระโจน เข้าสู่สนามรบตัวเปล่า แล้วต้องไปลุ้นเอา ในดาบหน้าว่าแต่ละคน จะได้อาวุธอะไรมา จากนั้นทุกคน จะกระจายตัวไปตาม พื้นที่ต่างๆ ทุกคนต้องห้ำหั่นกัน จนเหลือผู้รอดตายคนสุดท้าย

หากไม่มีการต่อสู้ ก็จะบีบพื้นที่ลงไปเรื่อยๆ จนมีผู้ชนะ จากการต่อสู้ครั้งนี้ แค่คนเดียวเท่านั้น ถ้าพูดถึงคำว่า ‘Battle Royale’ หลายคนคงจะนึกถึง ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Battle Royale หรือที่ใช้ชื่อไทยว่า ‘เกมนรก โรงเรียนพันธุ์โหด’ ขึ้นมาก่อนเป็นแน่แท้ ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เราจะคุยกันในวันนี้

ไม่ได้เป็นเรื่องของ ภาพยนตร์โดยตรง แต่เป็นเรื่องของ เกมประเภทหนึ่ง ที่ใช้ชื่อเรียก กฎกติกา และมารยาท ของการเล่นเกมตามหนังดัง จากญี่ปุ่นเรื่องนี้ด้วย ถ้ายังงงๆ ว่าเกมแนว Battle Royale เป็นเกมอะไร ก็ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเป็นเกมในลักษณะ เดียวกันกับเกม PUBG ที่คนไทยไปเล่นแข่งชิงแชมป์โลก

และอาจมีพนักงาน บริษัทหลายๆ ท่านเล่นกันในช่วงพักเที่ยง หรือถ้าเมื่อไม่นานมานี้ ก็เพิ่งมีเกม Apex Legends ที่เปิดตัวมาให้เล่นกันฟรีๆ ซึ่งหลายคน ก็อาจจะเพิ่งสไลด์พื้น หลบหลีกกระสุน แล้วหาทางเป็นผู้ชนะ ในเกมดังกล่าวอยู่ ดังนั้น เราอาจจะพูดได้ ว่าเกมแนว Battle Royale ได้กลายเป็นที่นิยมไปแล้ว

เกมแนว Battle Royale

แถมยังเป็นความนิยม ระดับโลกเสียด้วย ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคน จะมีประสบการณ์ กับเกมแนวนี้ ครั้งแรกเป็นเกมอะไรเสียมากกว่า
และถึงประวัติของเกมแนวนี้ อาจจะเกิดมาไม่นาน แต่ด้วยความเติบโต ที่ชัดเจนก็ทำให้รู้สึก น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ก่อนหนัง Battle Royale จะฉาย

ถึงเกมสไตล์ Battle Royale จะเพิ่งเกิดไม่นานนัก แต่ถ้าคุยกัน ถึงระบบการเล่นเกม ที่ต้องการให้ผู้เล่นทุกคน ดวลกันจนเหลือคนสุดท้าย
หรือที่เรียกด้วยภาษาอังกฤษเท่ๆ ว่า ‘Last Man Standing’ นั้นก็มีมานานแล้ว
แค่เดิมที อาจจะเป็นเพียงระบบแถม ของเกม อย่างเช่นเกม ‘Double Dragon’

ฉบับเกมตู้ที่ด่านสุดท้าย จะบังคับให้ผู้เล่นสองคน ต้องดวลกันเอง เพื่อตัดสินว่า ใครจะได้นางเอก ของเรื่องไปครอง หรือเกมยิงหลายๆ เกม
อย่างเช่น ‘Unreal Tournament’ ก็ใส่โหมด Last Man Standing เอาไว้แบบชัดเจน
แต่ในตอนนั้น อาจจะมีกฎข้อบังคับ แบบอื่นๆ ที่บีบให้ผู้เล่น ต้องมาดวลกันทั้งหมด

แต่ไม่ได้บีบพื้นที่ ในแผนที่ลงอย่างที่ มีในปัจจุบันนี้ อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ ก็เป็นเกม ‘Bomberman’ ที่หลายภาค เปิดโอกาสให้ดวลกันได้ และคนที่รอดตาย คนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ แถมเกมยังมีระบบ บีบพื้นที่ให้ผู้เล่นที่เหลืออยู่ ต้องมาดวลกันในพื้นที่ ซึ่งแคบลงเรื่อยๆ ละม้ายคล้ายแนวคิด ของเกม Battle Royale ในปัจจุบัน

แต่ระบบดังกล่าว ก็ยังไม่ใช่จุดขายหลัก ของเกม Bomberman แต่อย่างใด หรือถ้าพูดอีกแง่ก็คือ ณ ช่วงก่อนปี 2000 ไม่มีเกมไหน ที่ตั้งใจดีไซน์ออกมาเพื่อบีบให้ผู้เล่น ต้องดวลกันในพื้นที่ปิด ด้วยเวลาจำกัด ซึ่งส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะความนิยม ของโหมดเกม Last Man Stadning ยังมีไม่มากพอ เนื่องจากคนที่แพ้ก่อน มักจะต้องมานั่งเซ็ง รอดูการต่อสู้

ในขณะที่โหมดแบบ Free For All ที่เกิดขึ้นมา หรือเกมที่แบ่งข้าง
แข่งขันอย่างชัดเจนอย่าง ‘Counter-Strike’ ค่อนข้างจะครองใจ คนเล่นมากกว่า
นอกจากนี้ ยังมีผลพวงจากการที่ เทคโนโลยีในยุคนั้น ยังไม่ดีพอที่จะสร้าง ระบบเกมที่สามารถเข้าเล่น ได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้นต่อให้แพ้ ก็ไม่หัวเสียมากนัก และที่สำคัญ กว่าที่จะมีหนัง สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับการสร้างโหมด ของเกมแนวนี้ อย่าง Battle Royale ก็ปาเข้าไปปี 2000 แล้วนั่นเอง

อ่านเรื่องอื่น : เด็ก ผู้ใหญ่ อนาคต กับ Persona 5

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT