พฤษภาคม 11, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

อนิเมชั่นดูไปร้องไห้ไป

อนิเมชั่นดูไปร้องไห้ไป

อนิเมชั่นดูไปร้องไห้ไป

อนิเมชั่นดูไปร้องไห้ไป การ์ตูนอนิเมชั่นไม่จำเป็นจะต้องสดใส และทำได้แค่แตะอารมณ์คนดูเพียงผิวเผิน ความจริงแล้วอนิเมชั่นเองก็เป็นสื่อบันเทิงแบบหนึ่งที่สามารถนำเสนอได้ทั้งเรื่องราว อารมณ์ และความรู้สึก จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นคนเสียน้ำตาให้กับอนิเมชั่น

น้ำตาไหลและภาวนาไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก – Grave of the Fireflies

เราขอยกพื้นที่อนิเมชั่นเรื่องแรกให้กับภาพยนตร์อนิเมชั่นของญี่ปุ่น และแม้จะอยู่หลายเรื่องให้เลือก เช่นในช่วงหลังเรามีผลงานภาพยนตร์ของโฮโซดะ มาโมรุ อย่าง Summer Wars กับ Wolf Children มาทำแต้ม หรืองานชินไค มาโคโตะ อย่าง 5 Centimeters Per Second, The Garden of Words หรือแม้แต่ Your Name ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

แต่เราก็คิดว่าอนิเมะหลายๆ เรื่อง อาจจะต้องใช้เวลาหรือเกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของคนดูสักหน่อย อย่างงานของโฮโซดะ มาโมรุ อาจจะต้องอินความเป็นครอบครัวใหญ่ หรืองานของชินไค มาโคโตะ มักจะซึมอยู่กับความเหงา ความอึน ที่ซึมลึกภายในใจมากกว่าชวนให้คนร้องไห้ ภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Studio Ghibli จึงเป็นชื่อต่อมาที่นึกถึงทันที

และถึงจะมีภาพยนตร์หลายเรื่องให้เลือกพูดถึง แต่งานที่แทบทุกคนที่ได้ดูจะต้องน้ำตาตก คือ ผลงานการกำกับของทาคาฮาตะ อิซาโอะ ผู้ล่วงลับ ซึ่งดัดแปลงเอานิยายกึ่งอัตชีวประวัติของอากิยูกิ โนซากะ มาทำเป็นอนิเมชั่นที่เล่าเรื่องของพี่น้องที่ต้องผ่านชีวิตอันยากลำบากในช่วงเวลาหลังสงคราม เหตุการณ์ในภาพยนตร์เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 21 กันยายน ปี 1945

เมื่อภารโรงของสถานีรถไฟพบกับซากศพเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ในมือยังจับกล่องลูกอมเอาไว้ ภารโรงโยนกล่องลูกอมนั้นลงไปในทุ่งหญ้าข้างทาง ก่อนที่หิ่งห้อยจะโบยบินตอบรับ และนำคนดูย้อนไปสู่เรื่องราวที่จะได้เห็นเด็กชายที่ชื่อ เซตะ ที่มีน้องสาวที่ชื่อว่า เซ็ตสึโกะ ทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่กับแม่จนกระทั่งแม่เสียชีวิตด้วยแผลไฟคลอกที่เกิดจากการทิ้งระเบิด

เซตะกับเซ็ตสึโกะต้องย้ายไปอยู่กับป้าที่เป็นญาติห่างๆ แล้วก็ด้วยภาวะฝืดเคืองจากสงครามทำให้ชีวิตของสองพี่น้องไม่เหมือนเดิม ป้าของเซตะออกปากให้เด็กทั้งสองไปอาศัยอยู่ในถ้ำ ซึ่งเซตะก็ตัดสินใจทำตามคำพูดของญาติ แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเศร้าที่เซตะจะต้องเสียน้องสาวไปจากภาวะขาดอาหาร

ก่อนเรื่องจนจะวนเวียนกลับมาให้เราเห็นว่าพี่ชายกับน้องสาวได้มาพบกันอีกครั้งในสภาพของวิญญาณ ถึงแม้คนดูจะรู้ว่าปลายทางชีวิตของเด็กหนุ่มเป็นเช่นไร แต่พอได้เห็นรายละเอียดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์แล้วก็อดสลดใจไม่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะนี่เป็นเรื่องของเด็กสองคนเท่านั้น

แต่เป็นเพราะถึงเวลาจะผ่านมานานขนาดไหน เราก็อดคิดไม่ได้ว่า ยังมีพี่น้องอีกกี่คู่ที่จะต้องประสบพบเจอกับเรื่องราวที่ละม้ายคล้ายกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าตัวผู้กำกับทาคาฮาตะ อิซาโอะ จะเคยยืนยันว่าตัวของเขาไม่ได้ตั้งใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อใช้ต่อต้านสงคราม

แต่เราเชื่อว่าหลายคนที่รับชมภาพยนตร์นี้จนจบแล้วอยากจะให้สงครามทั้งหลายหยุดลง เพื่อที่ว่าใครอีกหลายคนที่ไม่ได้รู้เรื่องเกมแห่งอำนาจจะไม่ต้องมารับผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านั้น

น้ำตาไหลให้กับบาดแผลในวันวาน – Anohana: The Flower We Saw That Day

งานอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นมีหลายต่อหลายเรื่องที่ฉายในแบบซีรีส์ทางโทรทัศน์ แล้วก็มีหลายต่อหลายเรื่องที่เรียกน้ำตาคนดูได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น Air, Clannad แต่ขอหยิบจับอนิเมะที่มีชื่อเรื่องยาวเหยียดอย่าง Ano Hi Mita Hana no Namae o Bokutachi wa Mada Shiranai หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Anohana Anohana

เล่าเรื่องของกลุ่มเด็กที่ตั้งชื่อแก๊งของตัวเองว่า ซูเปอร์บัสเตอร์สันติสุข ก่อนที่เด็กๆ ในกลุ่มจะแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต เนื่องจากความตายของ เม็มมะ เด็กสาวในกลุ่ม เวลาผ่านไปสิบปี จินตะ เด็กชายที่เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มได้แปรเปลี่ยนตัวเองเป็นพวกเก็บตัวไม่เข้าสังคม ไม่คบหากับใคร จินตะได้เจอกับวิญญาณของเม็มมะที่มาร้องขอให้เขาทำคำอธิษฐานของเธอให้เป็นจริง

แม้ว่าตัวเธอจำได้ไม่ชัดนักว่าคำอธิษฐานคืออะไร เมื่อจินตะเข้าใจแล้วว่าตัวเองไม่ได้หลอนไปเอง เขาจึงพยายามรวมตัวสมาชิกของกลุ่มซูเปอร์บัสเตอร์สันติสุขอีกครั้ง แต่เวลาที่ผ่านไปก็ทำให้ทุกคนมีบาดแผลทางใจในทางใดทางหนึ่ง และการทำคำอธิษฐานให้เป็นจริงนี้ไม่ใช่การกระทำเพื่อผู้ที่จากไปเท่านั้น แต่มันยังเป็นการคลายปมให้คนที่ยังอยู่อีกด้วย

เหตุผลที่เลือกอนิเมะที่ฉายในแบบซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่สองสามข้อ ข้อแรกก็คือ พล็อตเรื่องของ Anohana นั้น แม้จะมีความแฟนตาซีอยู่บ้าง แต่เรื่องราวโดยส่วนใหญ่ก็ง่ายที่คนดูทุกกลุ่มจะเข้าถึง อย่างที่สองคือ ซีรีส์เรื่องนี้มีจำนวนตอนไม่มากเกินไป แค่เพียง 11 ตอนเท่านั้น และประการสุดท้ายคือ

งานสร้างเรื่องนี้เป็นผลงานของทีม Cho Heiwa Busters (ซูเปอร์บัสเตอร์สันติสุข) ที่ประกอบไปด้วยผู้กำกับอนิเมะ นากาอิ ทัตสึยูกิ, ผู้เขียนบท โอคาดะ มาริ และศิลปินชื่อ ทานากะ มาซาโยชิ ซึ่งทั้งสามเคยมีส่วนร่วมกับการสร้างอนิเมะชวนเรียกน้ำตาอีกหลายต่อหลายเรื่อง และกำลังจะมีภาพยนตร์ Sora no Aosa o Shiru Hito yo ที่หลายคนคาดว่าจะมากระทุ้งต่อมน้ำตาคนดูกันอีกครั้งในเร็ววันนี้

น้ำตาไหลให้กับเพื่อนในวัยเด็ก – Toy Story 1-3

หนังหลายๆ เรื่อง ดูเรื่องเดียวแล้วจบได้ในตัว แต่ก็มีหนังบางเรื่องที่คนดูควรจะเอาหลายภาคมาประกอบกันเพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น และจะทำให้มีความอินกับหนังมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คงไม่พ้น Avengers: End Game ที่คนดูหนัง MCU มาครบถ้วนทุกภาคจะมีความอินมากกว่า

และหลายคนถึงขั้นน้ำตารื้นกับฉากบางฉาก ซึ่งมีภาพยนตร์อนิเมชั่นชุดหนึ่งที่เรียกน้ำตาคนดูได้ดีหากได้ดูมาตั้งแต่ภาคแรก หนังเรื่องที่ว่าก็คือ Toy Story อนิเมชั่นชุด Toy Story เป็นเรื่องราวของเหล่าของเล่นที่จะมีชีวิตขึ้นมาหลังจากที่ไม่มีคนอยู่ในห้อง มีตัวละครหลักเป็นตุ๊กตาคาวบอย วู้ดดี้ กับตุ๊กตานักผจญภัยอวกาศ บั๊ซ ไลท์เยียร์ ของเล่นของแอนดี้ เดวิส

ที่ในแต่ละภาคจะเจอกับปัญหาแตกต่างกันไป ในภาคแรก วู้ดดี้ต้องรับมือกับบั๊ซที่ไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นของเล่น แถมยังถูกแย่งความสนใจจากแอนดี้ที่เป็นเจ้าของ ในภาคที่สอง วู้ดดี้ ถูกขโมยไป ทำให้บั๊ซกับเพื่อนของเล่นชิ้นอื่นๆ ต้องไปช่วยเหลือวู้ดดี้ และในภาคที่สาม แอนดี้ที่ตอนนี้กลายเป็นเด็กหนุ่มอายุ 17 ปี

และกำลังจะไปเรียนต่อ เขาเก็บของเล่นสุดรักในวัยเด็กไว้แต่กลายเป็นว่าของเล่นโดนนำไปบริจาค ซึ่งในท้ายที่สุดหลังจากวู้ดดี้กับบั๊ซ และเพื่อนๆ ของเล่นได้กลับมาถึงมือของแอนดี้อีกครั้ง แอนดี้ก็ตัดสินใจจะส่งต่อของเล่นทุกชิ้นให้กับ บอนนี่ เด็กหญิงที่ถูกอกถูกใจวู้ดดี้

อ่านเรื่องอื่น : ของเล่นจากอนิเมชั่นที่หลายคนหลงรัก

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT