มิถุนายน 13, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

สวนลอยบาบิโลน

ในวันที่ทุกคนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสิ้นเชิง รวมเอาทุกกิจวัตรมาไว้ที่บ้าน การสร้างบรรยากาศในบ้านให้เป็นวิมาน เพราะต้องอยู่กับมันตลอดเวลา กระแสการแต่งบ้านด้วยตัวเองจึงกลับมาบูมอีกครั้ง และหนึ่งในนั้นคือการปลูกต้นไม้ในบ้าน จนเกิดคำคุ้นหูอย่าง ‘Houseplant’
สวนลอยบาบิโลน

สวนลอยบาบิโลน

สวนลอยบาบิโลน ในวันที่ทุกคนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสิ้นเชิง รวมเอาทุกกิจวัตรมาไว้ที่บ้าน การสร้างบรรยากาศในบ้านให้เป็นวิมาน เพราะต้องอยู่กับมันตลอดเวลา กระแสการแต่งบ้านด้วยตัวเองจึงกลับมาบูมอีกครั้ง และหนึ่งในนั้นคือการปลูกต้นไม้ในบ้าน จนเกิดคำคุ้นหูอย่าง ‘Houseplant’

ให้ได้ยินกันบ่อยๆ (จนถึงตอนนี้ราคาของมันก็ดีดขึ้นไปแบบไม่มีที่ท่าจะกลับมาอีกแล้ว) แต่ทว่าต้นไม้ในร่มนั้นไม่ได้เพิ่งมีเมื่อตอนที่เราต้องนั่งทอดหุ่ยอยู่บ้าน แต่มันมีมานาน นานเท่าที่เราจะย้อนไปได้อย่างอาณาจักรเมโสโปเตเมีย ในสวนลอยบาบิโลน สวนที่สวยงามดั่งสวรรค์ เป็นดั่งวิมานกลางทะเลทราย

ต้นปาล์มใหญ่สลับซับซ้อนอยู่กับสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหิน เรียงขึ้นเป็นชั้นๆ มีระบบชลประทาน คอยหล่อเลี้ยงชีวิตพืชพรรณนานา และสร้างเป็นน้ำตกในอาคาร จนกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ เมื่อพระนาง Amytis แห่งกรุง Media (เมืองทางตะวันตกตอนเหนือของประเทศอิหร่านในปัจจุบัน)

พระสนมของ พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 (Nebuchadnezzar II) แห่งกรุงบาบิโลน (ตั้งอยู่ในประเทศอิรักในปัจจุบัน) เกิดคิดถึงวิวทิวทัศน์ของบ้านเกิดอย่างสุดคะนึง ทั้งพันธุ์ไม้และภูเขาที่เคยคุ้นตา วิมานท่ามกลางทะเลทรายจึงต้องถูกสร้างขึ้นมา อาคารหินสลับซับซ้อนหลายชั้น ที่มีรูปทรางคล้ายสิ่งปลูกสร้างในยุคนั้นที่เรียกว่า ‘Ziggurat’

ถูกประดับไปด้วยต้นปาล์มขนาดใหญ่ตามระเบียง มีการใช้ดินแปะไปที่ผนังให้หนามากพอที่จะปลูกต้นไม้และดอกไม้ได้ (ฟีลเดียวกับสวนแขนผนังตามระเบียงคอนโด) แต่ต้นไม้ไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวเอง จึงเกิดระบบชลประทานที่ใช้ในอาคารที่หยิบยืมเอาน้ำจากแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates) ใกล้ๆ นั้น มาจัดสรรหมุนเวียนผ่านกังหันน้ำและถังเก็บน้ำบนอาคาร แบ่งเป็นที่ใช้หล่อเลี้ยงเหล่าพืชพรรณและประดับประดาเป็นน้ำตกหมุนเวียนด้วย

ความยิ่งใหญ่ด้วยวิทยาการและความสุนทรีย์นี้ ทำให้สวนลอยบาบิโลนที่สวยดั่งภาพวาด ได้มาเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ แม้จะถูกยกย่องทั้งในด้านความสวยงามและวิทยาการล้ำๆ ถ้าเทียบกับการทำชลประทานเมื่อหกร้อยปีก่อนคริสต์กาล แต่เรากลับไม่พบซากอารยธรรมใดๆ ที่บ่งบอกว่านี่คือร่องรอยของสวนลอยบาบิโลนนั้นเลย

วิมานกลางทะเลทรายนี้ จึงถูกตั้งคำถามมากมายถึงการมีอยู่ของมัน ว่ามันอาจจะไม่ได้ตั้งอยู่ที่บาบิโลนจริงๆ อาจหมายถึงสวนอื่นๆ หรือแม้แต่ไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก ดร.สเตฟานี่ ดอลเลย์ (Dr. Stephanie Dalley) จาก Oxford University ผู้ศึกษาเกี่ยวกับ  Ancient Near East และใช้เวลากว่าสองทศวรรษ ศึกษาเกี่ยวกับสอนลอยแห่งนี้ ได้พบหลักฐานที่เชื่อว่าแสดงถึงการมีอยู่จริงของสวนที่แสนมหัศจรรย์

และเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเจอร่องรอยอารยะธรรม ซากปรักหักพังของสวนนี้เลย นั่นเพราะมันไม่ได้สร้างที่บาบิโลนแต่แรกยังไงล่ะ! จากการศึกษาอักษรรูปลิ่มโบราณ (cuneiform) พบว่า สวนที่ว่านั้นถูกสร้างไกลออกไปทางตอนเหนือของบาบิโลน ในเมืองนิเนเวห์ (Nineveh) เมืองหลวงของอาณาจักรอัสซีเรีย (Assyria) และถูกสร้างโดยพระเจ้าเชนนัคคาริบ (Sennacherib) ต่างหากล่ะ ทำไมถึงเชื่อแบบนั้น?

จากการแปลบันทึกโบราณ ในยุคของพระเจ้าเชนนัคคาริบ มีการบรรยายถึงพระราชวังที่หาใครเทียบมิได้ และยังเป็นที่มหัศจรรย์แก่ชาวประชาด้วย และที่สำคัญมีการกล่าวถึงอุปกรณคล้ายเครื่องสูบน้ำจากทองแดง เชื่อว่าเป็นอุปกรณที่ใช้ในระบบชลประทานที่ใช้หล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เขียวขจีนั่นเอง (และคาดว่าเป็นต้นแบบของ Archimedes’ screw ด้วย)

และนั่นอาจยังไม่ใช่ข้อสรุปของเรื่องนี้ ยังมีทฤษฎีจากนักโบราณคดีอีกมากมายให้เราได้ศึกษา historical mirage อาจนำพาเราไปไกลเกินความเป็นจริง หรือเชื่อว่ามันไม่มีอยู่เอาเสียดื้อๆ โดยเฉพาะที่ตั้งที่แท้จริงของสวนแห่งความเพลิดเพลินใจ ที่เริ่มปลูก Houseplant แบบ before it was cool ทำให้เรากังขาว่าแท้จริงมันควรเป็นสวนลอยของที่แห่งใดกัน

สวนลอยฟ้าบาบิโลน (The Hanging Gardens of Babylon) ได้รับยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก”

นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ให้ความเห็นว่า ทหารของกษัตริย์ Alexander ได้มาถึง Mesopotamia และมาถึงอาณาจักร Babylon ที่รุ่งเรือง เมื่อพวกเขากลับไปก็ไปเล่าให้ผู้คนฟังถึง สวนลอยที่สวนงาม ต้นปาลม์ พระราชวัง หอบาเบล ทำให้กวีและนักประวัติศาสตร์จินตนาการไปต่างๆนาๆ สวนลอยแห่งนี้ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำ Euphrates

ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Baghdad เมืองหลวงของประเทศ อิรัก ประมาณ 50 Km อาณาจักร Babylon เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยของกษัตริย์ Hammurabi (ประมาณ 1750 ปีBC) แต่นั่นยังไม่ใช่ยุคของความเจริญสูงสุดของอาณาจักรนี้ จนในสมัยของกษัตริย์ Naboplashar(ประมาณ 625 ปีBC)

จึงถือว่าเป็นจุดสูงสุดหรือยุคทองของอาณาจักรบาบิโลนนี้อย่างแท้จริง โดยลูกชายของกษัตริย์ Naboplashar ที่ชื่อว่า Nebuchadnezzar ที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างสวนลอยแห่งบาบิโลนขึ้นมา เล่ากันว่าแรงจูงใจของพระองค์ก็คือ เป็นการ สร้างให้กับ ราชินี หรือ นางสนมของพระองค์ เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ภายในกำแพงเมืองเข้าไปเป็นที่ตั้งของพระราชวังกษัตริย์และวิหารทางศาสนา “ซิกูแรท” ลักษณะคล้ายปิรามิดยุคแรกๆ คือ เป็นชั้นๆ ไม่เรียบ

การที่บาบิโลนมีวิหารรูปซิกูแรท แสดงว่าได้อิทธิพลมาจากชาวสุเมเรียน ที่อาศัยในดินแดนแถบนี้มาก่อน ซิกูแรทโบสถ์ทางศาสนาของบาบิโลนมีความสูงถึง 300 ฟุต หรือประมาณ 100 เมตรเลยทีเดียว สร้างเป็นชั้นเฉลียง 8 ชั้น มีบันไดเวียนขึ้นไปที่ยอดสูงสุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทวสถาน ประชาชนที่อยู่ห่างออกไปหลายไมล์สามารถมองเห็นเทวสถานบนยอดซิกูแรทได้อย่าง ชัดเจน

ผู้สร้างคงมีความหมายให้เทวสถานเชื่อมกับเขตแดนสวรรค์ สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Gardens of Babylon) แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีทางการเกษตรและการชลประทานขั้นสูง ที่สามารถยกสวนพืชไปปลูกบนพระราชวังได้อย่างสวยงาม นอกจากนั้นยังมีวิหารสวยงามและพระราชวังอีกหลายแห่งภายในบริเวณตัวเมือง ส่วนชาวบ้านสร้างที่พักด้วยดินอยู่รอบๆเมือง

อ่านเรื่องอื่น : เทพีแห่งความรัก

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT