มิถุนายน 13, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์ เรื่องที่ 1 เรื่องนี้ส่งมาจากคุณพิ้งค์ครับ คุณพิ้งค์เล่าว่า.. เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ที่โรงเรียนของเรามีการจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ทุก ๆ กลุ่มสาระก็จะมีให้ลงแข่ง แต่ส่วนใหญ่ครูจะจับไปแข่งเสียมากกว่า เราโดนจับลงแข่งการวาดภาพเหมือนค่ะ โดยในกลุ่มที่ไปแข่งด้วยกันจะมีทั้งหมด 8 คน ที่โรงเรียนเราจะซ้อมกันหนักมากๆ ก่อนแข่ง 1 เดือนกว่า ๆ ต้องนอนที่โรงเรียน (นอนในห้องเรียน) อาคารที่เรานอนเป็นอาคารเรียนที่ 2 มี 3 ชั้น เรานอนอยู่ห้องศิลปะ ที่จะอยู่ตรงมุมสุดของอาคารทางทิศตะวันตก อยู่ชั้น 2 และด้านบนตรงกับห้องนาฏศิลป์ที่อยู่ชั้น 3

ปกติเราจะซ้อมตั้งแต่ 17:30 น. จนถึง 22:00 น. แรกๆ ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่พอถึงคืนวันก่อนวันพระ ครูจะมาบอกพวกเราว่า ‘ห้ามทุกคนออกไปไหนจนกว่าจะเช้า และอาจจะมีเสียงดนตรีไทยดังทั้งคืน..’ พอผ่านคืนนั้นไป ตอนเช้าเลยมาไล่ถามกันว่าได้ยินไหม? เพื่อน ๆ ในห้องก็ได้ยินกันทุกคน เป็นเสียงดนตรีไทย เสียงกระทืบเท้าเป็นจังหวะบ้าง ดังมาจากชั้นบน เราเลยไปถามพี่ที่เขาแข่งรำวงมาตรฐานว่า ‘พี่คะ เมื่อคืนเขาซ้อมรำกันจนเช้าเลยเหรอ?’ พี่เขาก็บอกว่า ‘วันก่อนวันพระจะไม่ได้ซ้อมเลย แล้วพวกพี่ก็ไม่ได้ที่นอนห้องนั้นกันด้วย..’ ทีนี้เราก็งงสิคะ แล้วเสียงมันอะไร ? เราเลยไปถามครูให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ก็โดนครูด่ากลับมาตลอด ว่าทำไมไม่เอาเวลาไปสนใจเรื่องแข่งบ้าง

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์

พอนานเข้า เรากับเพื่อนเริ่มรำคาญ พอถึงคืนก่อนวันพระ เราเลยสัญญากันว่าคืนนี้จะขึ้นไปดูว่ามันเป็นเสียงอะไร ? แล้วคืนนั้น พอเริ่มมีเสียงดนตรีไทยดังขึ้น เราก็เปิดประตูเดินออกไปกับเพื่อนอีก 2 คน เดินขึ้นไปจนถึงหน้าห้องนาฏศิลป์ ตอนนั้นเสียงดนตรีก็ยังบรรเลงอยู่ ดังออกมาจากในห้องนั่นล่ะ เราคิดว่าคงต้องมีคนซ้อมอยู่ในห้องแน่ ๆ แต่ประตูด้านนอกล็อคแม่กุญแจไว้ ลูกกรงข้างนอกก็คล้องโซ่อย่างดี.. เรากับเพื่อนก็เริ่มมองหน้ากันแบบกล้า ๆ กลัวๆ แล้วค่ะ ด้วยความอยากจะเห็นให้ชัดว่าผีหรือคน ที่ด้านล่างของประตูมันจะมีช่องจากพื้นอยู่ประมาณ 1 นิ้ว เราเลยก้มลงไปส่องดู เรากวาดสายตายไปทั่ว ๆ ในความมืด สิ่งที่เราเห็นคือเงาตะคุ่ม ๆ ค่ะ อยู่ไกล ๆ ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น จนเห็นชัดว่าเป็นเท้าคน! เห็นแค่ช่วงข้อเท้าลงมา แต่เท้านั้นดูซูบผอมแห้ง และที่สำคัญคือมันเป็นเท้าสีดำ พอมองเห็นชายผ้าของชุดรำ และท่าทางการเคลื่อนไหวนั้นคือการรำไทยค่ะ ก่อนจะกระทืบเท้าตามจังหวะ พอกระทืบเท้าเท่านั้นล่ะ เราตกใจร้อง ‘เชี่ย’ ออกมาเลยค่ะ แล้วเราก็สังเกตเห็นว่าเท้าคู่นั้นหยุดยืนนิ่ง หันมาทางประตูที่เราส่องอยู่ เราผละตัวจากช่องประตูออกมาทันที เพื่อนก็รีบพาเราลงมาที่ห้อง ปลอบเราอยู่นานเลยกว่าเราจะหายกลัว เราก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง บอกให้เพื่อน ๆ รีบนอนกัน ก็คือทนฟังเสียงดนตรีไทยกันจนหลับไป

กระทั่งตื่นมาเช้ามืดของอีกวัน เพื่อนที่นอนข้างเรา อยู่ๆ มันก็วิ่งออกมานอนข้างนอกเลยค่ะ พอถามว่ามีอะไร เพื่อนมันก็เล่าว่า เมื่อกี้ตอนตื่นขึ้นมา เห็นร่างสีดำ ๆ ใส่ชุดนางรำขาดๆ มารำตรงข้าง ๆ เรา ! แล้วก็เอาเท้าเหยียบหน้าเราด้วย! เรายินแบบนั้นก็ตกใจมาก เพราะเรายังไม่ได้เล่าให้ฟังเลยว่าเราเห็นอะไรในห้องนาฏศิลป์ แล้วหน้าเราก็มีเขม่าดำๆ ติดหน้าอีกด้วย ! เราแทบกรี๊ดเลยค่ะ ตอนนั้นคือกลัวมากกกก.. พอเราอาบน้ำเสร็จ ก็ขึ้นห้องมาเก็บของจะไปกินข้าว ครูที่ซ้อมวาดภาพให้เราก็มาตามเรากับเพื่อน ๆ ไปที่ห้องนาฏศิลป์ พอเราเดินเข้าไป ข้างในจะมีห้องเล็ก ๆ ซ้อนในห้องนั้นอยู่ด้วย ครูนาฏศิลป์ที่รออยู่ก็พาเรากับเพื่อนเข้าไปในห้องนั้น ซึ่งมีที่เก็บอัฐิของครูนาฏศิลป์เก่าที่เสียไปแล้ว (ซึ่งเป็นแม่ของครูคนปัจจุบัน) อยู่ในห้องนั้นด้วย มีกรอบรูปถ่ายซึ่งเป็นรูปโครงกระดูกกับเนื้อดำๆ ติด ใส่ชุดนางรำนอนในโลงแก้วอยู่ด้วย ครูเขาให้พวกเราทำพิธีขอขมา แล้วครูก็บอกว่า ‘คราวหน้าคราวหลัง อย่าอยากรู้อยากเห็นให้มันมาก ดีนะที่แค่เอาเท้าเหยียบ ไปได้ทำอะไรมากกว่านี้..’ พอขอขมาเสร็จ ครูที่ซ้อมวาดภาพให้เราก็เล่าว่า ‘เมื่อหลายปีก่อน แม่ของครูนาฏศิลป์เขาโดนไฟคลอกตายคาห้องนาฏศิลป์ที่โรงเรียนในชนบท และเขาก็ใส่ชุดนางรำอยู่ด้วย เคยมีเด็กหลายคนโดนหลอกเพราะว่าอยากรู้อยากเห็นมาแล้ว..’ หลังจากวันนั้น เราเข็ดเลยค่ะ เข้านอนอย่างไว แต่ก็ยังต้องทนฟังเสียงดนตรีไทยทุกคืนก่อนวันพระมาตลอดการซ้อม..

เรื่องที่ 2

โรงเรียนเราในอดีต เคยมีครูคนหนึ่งชื่อ “ครูวิภา” ซึ่งเป็นครูที่เน้นระเบียบมาก และอีกอย่างท่านเป็นครูที่มีทักษะทางด้านวิชานาฎศิลปมาก ซึ่งท่านก็เป็นที่รู้จักมากในวงการนาฎศิลปไทย และอีกอย่างครูวิภาเน้นในเรื่องมารยาทมาก จนมาวันหนึ่งครูวิภาป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนกระทั้งวันหนึ่งครูวิภา ได้ตัดสินใจหนีออกจากโรงพยายาบาลเพื่อจะมาซ้อมรำ เพื่อส่งเด็กนักเรียนไปแข่งรำไทย ซึ่งเรื่องนี้ในบรรเด็กที่เรียนกับครูวิภาต่างรู้เรื่องดี
ในคืนนั้นแต่เมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่า ๆ ครูวิภา เกิดอาการไออย่างหนัก จึงตัดสินใจไปเอายาที่ห้องพักครูนาฎศิลป์ แต่ช่างโชคร้ายนักครูวิภาได้เสียชีวิตอย่างไร้สาเหตุ ณ ห้องพักครูนาฎศิลป์แห่งนั้น ซึ่งปัจจุบันยังมีคำถามคาใจอยู่ว่า ได้เสียชีวิตลงเพราะเหตุใด ซึ่งเป็นปมที่ไม่มีใครตอบได้ ซึ่งต่างก็คาดเดากันไปว่าอาการคงทรุดกระทันหัน
ซึ่งเรื่องนี้จึงให้เกิดคำพูดสั่งสอนที่ครูนาฎศิลป์ทุกรุ่นต่างพร่ำสอนลูกศิษว่า “ตั้งวงสวย ให้เหมือนครูวิภา” นี่เป็นสุภาษิตที่ทุกคนในโรงเรียนที่เคยเรียนวิชานาฎศิลป์ทุก ๆ รุ่นจะได้ยินกัน แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้น ล่าสุด ผู้อำนวยการโรงเรียนของผมได้มีคำสั่งว่าจะทำการรื้อห้องนาฎศิลป์ไทย แต่ไม่ทันได้ย้าย
คืนนั้นช่างที่มาทำการย้ายของออกจากห้องต่างหลอนไปตามๆ กัน เพราะคืนนั้นทุกคนต่างเห็นเหมือนกันว่าเห็นนางรำมารำอยู่บนห้องนาฎศิลป์ ไม่ใช่แค่วันเดียวแต่ทุกวัน จนช่างไม่กล้าที่จะย้ายสิ่งของออกไปใหน ปัจจุบันห้องนาฎศิลป์ก็ยังคงอยู่ หลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะความศรัทธาแห่งครูวิภาที่ยังยึดมั่นในความเป็นครูนาฏศิลป์นั้นเอง

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์

เรื่องที่ 3

เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมครับ ผมเป็นเด็กในจังหวัดทางภาคอีสาน ย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัวในจังหวัดสระบุรีครับแล้วผมก็ย้ายมาเรียนต่อ ม.4 ที่โรงเรียนแห่งนี้

เรื่องมันมีอยู่ว่าช่วงนั้นเป็นเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงฤดูหนาวก็จะมืดเร็วครับ ช่วงนั้นเป็นงานเกี่ยวกับการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ซึ่งผมก็จะได้ร่วมการแข่งขันด้วย ผมได้รับเลือกเข้าการแข่งขัน Drawing (วาดภาพลายเส้น) ซึ่งคุณครูที่ฝึกสอนผมจะเข้มงวดมากคือจะให้ผมและคนอื่น ๆ ที่จะไปแข่งขันได้ซ้อมกันจนเย็นเกือบทุกวันครับเสาร์อาทิตย์ก็ต้องมาซ้อม ซึ้งผมก็ต้องยอมใจซ้อมครับ วันนั้นก่อนการแข่งขัน2วันจะเป็นวันที่ผมซ้อมหนักมาก ๆเลิกซ้อมก็เกือบ ๆ 1 ทุ่มครับ

ซึ่งตอนผมเดินลงมากจากอาคารก็3ชั้นครับผมอยู่ชั้น4เดินลงมาคนเดียวเพราะคนอื่นๆกลับกันหมดแล้ว ส่วนคุณครูกำลังเก็บของส่วนตัวของท่านอยู่ผมเลยขอตัวลงมาก่อนเพราะมันก็มืดแล้ว(ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวด้วยครับมันมืดเร็ว) ตอนที่ผมเดินลงบันไดระหว่างชั้น4ลงไปชั้น3 ซึ่งอยู่ในช่วงชั้น3ของอาคารนะครับผมได้ยินเหมือนคนวิ่งด้วยความเร็วเหมือนวิ่งแข่งกันครับได้ยินแต่เสียงวิ่งนะครับเสียงเท้ากระทบพื้นแต่ไม่ได้ยินเสียงคนพูดหรือเล่นกันซึ่งผมไม่ได้คิดไรมากผมคิดว่ามีคนอยู่มีนักเรียนที่เตรียมตัวแข่งขันหมวดสังคมอยู่แน่ๆ(ชั้น3เป็นชั้นหมวดสังคมฯครับ)ผมก็ไม่ได้เดินไปดูตรงแนวหน้าห้องของอาคารครับ

ผมก็เดินลงอาคารตามปกติแต่พอผมเดินมาถึงชั้นล้างผมลืมไปเลยว่าผมเดินมาตัวเปล่าผมลืมหยิบรองเท้า ของผมมาด้วยผมเลยเดินย้อนกลับขึ้นไปบนอาคารใหม่(ผมนี้ขี้ลืมจริง ๆ ) ระหว่างที่ผมกำลังจะขึ้นไปชั้น4กลับไปเอารองเท้าของผมนั้น ผมได้เดินสวนกับคุณครูตรงระหว่างชั้น2 คุณครูท่านทำหน้าตื่นๆเหมือนเป็นอะไรผมก็ไม่ได้ถามอะไรท่านครับผมก็ยิ้มเจื่อนๆให้ท่านไป คุณครูเลยทักผมว่าผมจะไปไหน ผมเลยบอกท่านไปว่า “ไปเอารองเท้าครับผมลืมรองเท้าไว้ข้างบน” แล้วคุณครูก็บอกกับผมว่า “งั้นครูไปก่อนนะครูรีบ”

ผมก็โอเคครับคิดว่าคุณครูท่านคงจะมีธุระ ผมก็เลยไหว้ลาท่านอีกครั้งนึง.. พอผมขึ้นไปเอารองเท้าเสร็จแล้ว ผมก็เดินลงบันไดอีกครั้งทีนี้ล่ะครับที่น่าแปลกคือ.. พอเดินลงจากชั้น4 ผมเห็นว่าชั้น3มืดมิดทั้งชั้นเลยครับผมคิดว่าไฟตกหรือเปล่าชั้น3คือไฟดับหมดเลยครับผมก็เริ่มรู้สึกไม่ดีแล้วครับเพราะตอนขึ้นมาไฟยังติดอยู่เลย อากาศก็เย็นยะเยือกซะเหลือเกินเสียงลมก็หวิวๆลมหนาวอะครับ ผมก็เดินลงมาตามปกติระหว่างที่กำลังจะถึงชั้นล่างผมได้ยินเสียงประตูเหล็ก ครืด ๆ เลื่อนลงมาเหมือนจะปิดผมเลยรีบวิ่งลงแต่เห็นลุงภารโรงหันหลังเดินไปแล้วผมเลยตะโกนบอกลุงภารโรง “ลุงครับ!! มีคนอยู่ข้างในครับ ”

ตอนที่ลุงภารโรงได้ยินเสียงผมเหมือนแกจะตกใจด้วยครับ แกก็หันมาเห็นผมอยู่ข้างในแกเลยบอกว่าให้ผมออกอีกประตูของอีกฝั่งนึงของอาคารเพราะแกเพิ่งจะมาปิดแค่ทางเดียวกำลังจะไปปิดประตูอีกทางนึง ผมก็เดินขึ้นอาคารอีกครั้งผมเดินขึ้นชั้น 2 แล้วเดินตามแนวระเบียงหน้าห้องมาได้ไม่ถึงก้าวผมได้ยินดนตรีไทยดังแว่วๆ มาจากชั้นบนอาคารผมหลับตารีบเดินเลยแล้วสิ่งที่ทำให้ผมสติไม่อยู่กับตัวคือเสียงดนตรีไทยมันดังตามลำโพงของอาคารที่เป็นเสียงตามสายตอนนั้นผมสติไม่อยู่กับตัวแล้วครับผมวิ่งๆแล้วได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งตามผมไม่กล้าหันไปมองครับกลัวมากๆพอผมลืมตาขึ้นมาขาผมอ่อนเลยไม่มีแรงจะเดินต่อเลยเหมือนมีใครเอานวมมาต่อยที่หน้าผม

สิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าคือความมืดมีแค่แสงจันทร์กับแสงไฟสลัวๆเท่านั้นที่ทำให้ผมเห็นป้ายว่าผมอยู่หน้าห้องประวัติศาสตร์ ถูกครับนั้นหมายความว่าผมขึ้นมาชั้น3ได้ไง ตอนนั้นเหมือนโลกหมุนครับสติผมไม่อยู่แบบจริง ๆ ผมวิ่งครับแต่เหมือนมันมีแรงโน้มถ่วงอะไรซักอย่างมารั้งผมไว้วิ่งไม่ออกขาสั่นไปหมดและสิ่งต่อไปนี้แหล่ะครับคือสิ่งที่ผมจะจำไปจนตาย(ขนาดผมพิมพ์อยู่ขนลุกแล้วครับ) ผมเห็นผู้หญิงใส่ชุดข้าราชการครูยืนหันหลังให้ผมทำท่าตั้งวงรำอยู่สุดอีกฟากนึงของอาคารก็ไกลพอสมควร ผมทรุดเลยครับ ผมกลัวมากผมล้มลงหลับตายกมือไหว้ท่านเลยผมพูดไม่เป็นภาษาเลยตอนนั้นรู้สึกเหมือนสมองมันโล่ง ๆ ไปหมด.. และมันเหมือนมีอะไรมาดลใจให้ผมลืมตาขึ้นมา สิ่งตรงหน้านั้นมันเป็นอะไรที่ PEAK!! และ SHOCK!! มากสำหรับผม..

ผมไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นที่พื้นแต่ผมเห็นเขายืนห้อยหัวมาจากเพดานเท้าติดเพดานหัวห้อยลงมายืนท่าเดิมครับตั้งวงรำ ผมค้างแล้วครับเหมือนโดนสะกด สักพักผู้หญิงคนนั้นวิ่งครับวิ่งไปทำท่ารำไป!! วิ่งทั้งๆที่ห้อยหัวอยู่.. แล้วพูดเสียงดังหน้ากลัวมากครับเสียงใหญ่ๆดุๆว่า “ฉันจะรำให้เธอดู”สิ้นเสียงนั้น ร่างผู้หญิงคนนั้นก็ตกกับพื้นดังตุ้บ!! ผมผวามากขยับตัวไม่ได้

ขยับตัวไม่ได้พูดไม่ออก ร่างนั้นค่อยๆคลานเข้ามาหาผมตาแดงกล่ำเลือดเต็มชุดข้าราชการครูแล้วพูดว่า “รำสวยพอไหม” ผมวืดแล้วครับหมดสติแล้วผมหลับตาแล้วแต่ผมได้ยินเสียงคนหัวเราะดังอยู่ในหูตลอด มันก้องกังวานไปหมดดังอยู่ในส่วนลึกของประสาทผม..

ผมรู้สึกตัวอีกทีผมสะดุ้งด้วยความตกใจและสั่นผวาไปหมดตอนนั้นผมก็อยู่ที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในสระบุรี ผมร้องไห้เหมือนคนบ้าเหมือนคนไม่มีสติพยาบาลก็มาบอกให้ผมใจเย็นๆรวมทั้งพ่อกับแม่และพี่สาวผมด้วยผมพูดไม่ออกหมอฉีดยานอนหลับให้ผม ผมหลับไป3วันเต็มๆพอผมได้สติผมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ครอบครัวผมฟังพ่อกับแม่ผมไปทำเรื่องขอขมาให้แล้ว ผมไม่กล้ากลับไปที่โรงเรียนแห่งนั้นอีกเลยครับผมยอมดร้อปไปเรียนไป1ปี พ่อแม่ก็เข้าใจผมและผมก็ย้ายกลับจังหวัดขอนแก่นไปเรียนม.4ใหม่อีก1ปี

ทราบมาว่าครูคนนั้นคือครูนาฏศิลป์ที่เสียชีวิตโดนรถสิบล้อชนร่างกระเด็นไกลกว่า20กว่าเมตร ครูคนนี้เป็นครูที่โหดและดุมากใครรำไม่สวยจะโดนไม้เรียวฟาดไม่ยั้งและเป็นครูที่ไม่ชอบให้ใครมาวิจารณ์ลูกศิษย์เขาไม่ชอบให้ใครมามองเวลาลูกศิษย์เขาซ้อมรำปกติแล้วห้องนาฏศิลป์ที่โรงเรียนนี้จะปิดประตูหน้าต่างตลอดเวลาซ้อมรำจะไม่มีใครได้เห็นหากใครได้เห็นจะต้องมีอันเป็นไป มีนักเรียนใหม่ครับไม่เชื่ออยากลองดีไปเอาหูแนบฝาพนังห้องนาฏศิลป์ขณะมีการซ้อมรำอยู่

ตอนออกจากโรงเรียนตกบันไดสะพานลอยอย่างไม่มีสาเหตุขาหักเลยครับ ส่วนเรื่องของผมนั้นคือเรื่องมันมีอยู่ว่า ผมนั่งฝึกวาดภาพหน้าระเบียงกับรุ่นพี่ม.5อยู่ครับ คือตอนที่นางรำเปิดประตูออกมาทำอะไรซักอย่างผมมองเข้าไปพอดีแต่ที่แปลก รุ่นพี่ม.5เหมือนจะพูดอะไรกับผมซักอย่างแต่ไม่กล้าพูด พอผมมองเข้าไปคนที่ซ้อมรำมองหน้าผมแบบมีอะไรซักอย่าง แล้วรีบปิดประตูอย่างเร็วเลยครับผมเลยพูดลอยๆว่า “โอ้ยกลัวจะเห็นรึไงปิดหมดซ่ะขนาดนั้น” รุ่นพี่ม.5เดินหนีผมเลยครับเขาไม่พูดกับผมเลยครับ และผมก็เจอเรื่องสยองขวัญครั้งแรกของผมเลยครับ!!!

เรื่องที่ 4

สวัสดีค่ะ วันนี้มีเรื่องใหม่มาเล่าให้ฟัง เตรียมพร้อมขนหัวลุกกันหรือยัง? นี้เป็นประสบการ์ณที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริง! หรืออาจจะเป็นเรื่องแต่งก็เป็นไปได้นะคะ ลองใช้วิจารณญาณในการอ่านและทำความเข้าใจด้วยนะคะ

เรื่องมีอยู่ว่า…. เป็นเวลาช่วงพักเที่ยง ฉันกินข้าวอิ่มแล้วฉันจึงขึ้นเรียนก่อน เพราะฉันไม่อยากรอเพื่อน ๆ กินข้าว โรงอาหารมันมีกลิ่น ทำให้ฉันหิวมันทำให้เวียนหัว ฉันจึงขึ้นห้องมาก่อนถึงคาบวิชาดนตรีนาฏศิลป์ที่ห้องนาฎศิลป์

วันนั้นในห้องนาฏศิลป์

ฉันมานั่งรอที่ห้องนาฎศิลป์ มีความเงียบ เงียบมากจริง ๆ มีแค่เสียงลมจากด้านนอกห้อง และเสียงกิ่งไม้กระทบกันเบา ๆ เท่านั้น ฉันมองไปรอบๆห้อง มีเครื่องดนตรีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซอด้วง ซออู้ ระนาดเหล็ก ระนาดเอก ขลุ่ย และยังมีอังกะลุง ที่ฉันมักเล่นกับเพื่อนเป็นประจำในคาบที่แล้ว ฉันไม่เคยเล่นดนตรี ไม่ว่าจะเป็นดนตรีสากล ดนตรีไทย แต่ฉันชอบนะ ถ้ามีคนสอน ฉันคงเล่นเป็นทุกอย่างแน่ ๆ เลย เพราะว่าฉันชอบมาก ฉันชอบเครื่องดนตรีทุกชนิด แต่ฉันเล่นไม่เป็นสักชนิดเลย แย่จัง !

รอไปรอมาจนรู้สึกเบื่อ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรโดนใจฉันจึงค่อย ๆ เดินไปรอบ ๆ ห้อง และไปหยุดอยู่ที่ระนาดเอก ขณะที่ฉันไปแตะตัวระนาด จู่ ๆ ก็มีเสียง เสียงด้านหลังนั้นเป็นเสียงกลองดัง ตึ่ง ! ต่อด้วยเสียงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กลอง เสียงเพลงที่คล้าย ๆ กับเพลงไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย

ในห้องนาฏศิลป์มีกระจกมากมาย ฉันยังยืนอยู่ที่เดิม ฉันหันหลังให้กับกระจก และฉันมีความรู้สึกได้ว่าเหมือนมีคนรำอยู่ข้างหลังของฉัน ด้วยเสียงที่ เสียงเท้าเหยียบบนพื้นเป็นจังหวะ ค่อยๆขยับสลับข้างช้า ๆ ดังเบา ๆ ตึง !

ฉันสัมผัสได้เหมือนเป็นภาพนิมิต ว่าคนข้างหลังของฉันนั้น สวมใส่ชุดไทยโบราณมีกระดิ่งที่ข้อเท้าทั้งสองข้างและสร้อยข้อมือเครื่องประดับองค์เต็มเครื่อง ใส่ชฎาเหมือนนางรำ มีดอกไม้ทัดอยู่ที่ข้างหู และทำท่าตั้งวงและเริ่มรำ จากนั้นก็มีเสียงเพลงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เธอรำไปทำทำนองเพลง เหมือนมีเครื่องดนตรีใหญ่และนางรำ อยู่ข้างหลังของฉัน แน่นอน ! ว่าฉันจะไม่หันไปมองเพราะฉันอยู่ในห้องนี้คนเดียว และไม่นานนักเสียงเพลงก็หยุดลง แต่กลับมีเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ ๆ จากทางด้านหลังของฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงเท้านั้นหยุดอยู่ข้างหลังของฉัน และมีเสียงลมหายใจกระซิบที่ข้างหูของฉัน “อยากเรียนไหม ถึงเวลาแล้วเจ้าก็จะได้เรียนเอง “

จากนั้นเสียงเพลงหยุดลง แล้วทุกอย่างก็กลับไปสู่สภาวะปกติ ฉันค่อย ๆ หันหลังกลับมาก็ไม่ได้เห็นสิ่งใด หรือ แม้แต่เสียงเพลง หรือ นางรำ หลังจากนั้นฉันก็เก็บกระเป๋าแล้วก็เดินออกไปจากห้องนาฎศิลป์ ไปนั่งอยู่ข้างหน้าห้องรอให้เพื่อน ๆ และคุณครูเข้ามาในห้องก่อนที่จะเริ่มเรียน.

อ่านเรื่องอื่นต่อไป : ผีในหอพัก

แทงบอล

บาคาร่า

PG SLOT