พฤษภาคม 11, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

ผีเป้า

ผีเป้า

ผีเป้า

ผีเป้า

ผีเป้า

ผีเป้า เป็นหนึ่งในผีขึ้นชื่อของภาคอีสาน โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มของผีดิบ ที่มีความชื่นชอบการลิ้มรสของสด ของคาวมากเป็นพิเศษคล้ายกับ “ผีปอบ” บางคนเชื่อว่าที่จริงแล้วผีเป้าไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่กลายสภาพมาเป็นเป้า เพราะคำว่า “เป้า” มีความหมายครอบคลุมถึงคนและสัตว์ ที่กินพืชและอาหารปรุงสุกเป็นอาหาร แต่กลับเปลี่ยนไปมีรสนิยมชอบอาหารดิบ ๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการปรุง ซึ่งผีเป้า สามารถเป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่โดยทั่วไปเชื่อกันว่าผีเป้ามักจะเป็นเพศชายมากกว่า

ความเชื่อของชาวอีสาน ผีเป้าเป็นผีที่น่าสงสาร ขี้กลัว ตกใจง่าย ไม่สุงสิง และไม่สู้คน เมื่อออกเดินทางหากินในตอนกลางคืน ผีเป้าจึงมักทำการพกเอาของมีค่าเงินทอง หรือผ้าไหมติดตัวไปด้วย เพื่อใช้ติดสินบนที่เจอไม่ให้บอกคนอื่น เพราะกลัวว่าจะถูกรังเกียจ ทำให้มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยก่อนมีคนหัวใสใช้โอกาสนี้ออกเดินลาดตระเวนตามหาผีเป้าในเวลากลางคืน เมื่อพบผีเป้าก็จะแสดงตัวให้เห็นพร้อมกับข่มขู่ให้ผีเป้าพยายามหาเงินทองทรัพย์สมบัติมาปิดปาก จนทำให้ผีเป้าต้องขยันทำงานหาค่าปิดปากอย่างมาก จนกลายมาเป็นที่มาของวลีชาวอีสานเปรียบเปรยคนขยันว่า “ขยันเหมือนผีเป้า” แต่ในบางครั้ง ผีเป้าอาจขู่คนที่เห็นว่าไม่ให้บอกใครกันแบบดื้อ ๆ เลยทีเดียว ในบางพื้นที่เชื่อว่า ผีเป้า ไม่ได้ออกหากินเฉพาะตอนกลางคืน บางครั้งผีเป้าก็จะออกหากินในตอนกลางวันเช่นกัน เช่น ออกไปหาปลา ล่าสัตว์ เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป แต่หากสบโอกาสเห็นว่าปลอดคนก็จะลงมือกันเหยื่อที่ล่ามาได้แบบสดๆ ด้วยความหิวกระหาย แต่เหตุผลที่ผีเป้าชอบออกหากินในตอนกลางคืน น่าจะเป็นเพราะอาศัยความมืดลงมือกินเหยื่ออย่างเอร็ดอร่อยได้โดยไม่ต้องกลัวว่าคืนอื่นจะเห็นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากใครรับทรัพย์จากผีเป้าไปแล้วกลับไม่รักษาสัญญาปากโป้งบอกคนอื่น ผีเป้าก็จะแสดงความอาฆาต ด้วยการโยนของอัปมงคลข้ามหลังคาบ้าน เพื่อเป็นการสาปแช่งให้ล่มจมบ้าง พ่นน้ำลายที่มีฤทธิ์เป็นกรดใส่หน้าบ้าง บางตัวที่มีวิชาก็จะทำคุณไสย์ใส่เป้าหมาย หรือบางครั้งอาจเข้าสิงเหยื่อเพื่อกัดกินตับไส้พุง ให้เหลือเพียงร่างเปล่าไร้อวัยวะให้สุดแสนอนาถเลยทีเดียว เชื่อกันว่าเมื่อผีเป้าในตอนกลางวันจะมีรูปร่างลักษณะและการใช้ชีวิตเหมือนกับมนุษย์ทุกประการ แต่เมื่อตกดึกในคืนเดือนมืด ที่ตรงกับวันพระ ผีเป้าจะรู้สึกหิวโหยของดิบ เมื่อออกหากินจะมีแสงเรืองๆที่ปลายจมูก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอคนแสดงนั้นก็จะพลันดับไปในทันที ซึ่งการมีแสงที่ปลายจมูกนั้น ทำให้มีหลายคนเชื่อว่าผีเป้า กับ “ผีโพง” เป็นผีชนิดเดียวกัน หรืออาจเป็นผีตัวเดียวกัน เพียงแค่แตกต่างกันในชื่อเรียกเท่านั้น

ประเภทของผีเป้า

ผีเป้าคนเป็น

ผีเป้า

ผีเป้าคนเป็น คือ มนุษย์ที่ยังมีชิวิต แต่มีนิสัยแปลกประหลาดชอบกินของสด ของดิบ รวมไปถึงพวกกบ เขียด ตับสัตว์ อาหารทะเลสด ในตอนเวลากลางคืน ทำให้ชาวอีสานมีการสั่งสอนลูกหลานไม่ให้กินของดิบไม่เช่นนั้นจะกลายมาเป็นผีเป้า

แมวเป้า

ผีเป้า

แมวเป้า เป็นแมวบ้านที่กลายสภาพมาเป็นแมวป่า เนื่องจากเจ้าของไม่ค่อยใส่ใจเลี้ยงดู และให้อาหารอย่างเหมาะสม เมื่อแมวเหล่านี้ทวีความหิวมากขึ้นก็จะออกไปหาจับสัตว์ขนาดเล็กกินเองเป็นอาหาร จนกระทั่งติดใจในรสชาติของดิบ ของสด และกลายมาเป็นแมวเป้าไปในที่สุด

ผีเป้าว่าน

ผีเป้าว่าน เป็นผีเป้าที่เกิดขึ้นมาจากว่านศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่ง อาทิเช่น ว่านกระจาย และว่านสามพันตึง บ้างเชื่อว่าเป็นว่านเลือด (ว่านเป้า) ที่ยางว่านจะมีสีแดงและกลิ่นความเหมือนกับเลือด ว่านเหล่านี้ เหล่าผู้ที่มีคาถาอาคมนิยมปลูกเอาไว้ใช้ประกอบพิธีกรรม เชื่อว่าจะช่วยให้อยู่ยงคงกระพัน ปกติแล้วว่านเหล่านี้จะถูกปลูกเอาไว้ข้างรั้วบ้านและมักอยู่อย่างสงบ แต่ถ้าหากเจ้าของไม่ได้ทำการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ว่านผีเป้าก็จะออกหากินจับกบ จับเขียด เป็นอาหารในตอนกลางคืน บางครั้งอาจถึงกับทำร้ายมนุษย์เพื่อดื่มเลือด

สาเหตุการกำเนิดผีเป้า

1. ผีเป้า ที่เคยเป็นผีเป้าคนเป็นมาก่อน

ผีเป้า ประเภทนี้คือ คนที่เคยเป็นผีเป้าคนเป็นที่ชอบกินของสดของดิบ เมื่อเสียชีวิตก็จะกลายเป็นวิญญาณจรจัดไม่มีที่อยู่ คอยเร่ร่อนไปตามหมู่บ้านต่างๆ พอตกกลางคืน ผีเป้าก็จะเข้าสิ่งร่างของคนที่ชอบกินอาหารดิบๆ ออกหาจับกบ จับเขียดกินตามท้องนา แต่ถ้าหาไม่ได้ก็จะเข้าไปจับไก่ในเล้ากินแทน ทำให้หลายครั้งที่ไก่ในเล้าตายคนมักคิดว่าเป็นฝีมือของผีปอบ แต่ที่จริงแล้วหลายครั้งกลับเป็นฝีมือของผีเป้า

2.ผีเป้า จากการผิดข้อคะหลำ

ผีเป้า ประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอาคมแก่กล้า แต่กลับไม่สามารถทำการรักษา หรือควบคุมวิชาของตนเองได้ หรือที่เรียกกันว่า “ผิดข้อคะหลำ” เช่น ทำการเก็บค่ายกครูเกินกำหนดด้วยความโลภ จนกระทั่งของเข้าตัวกลายมาเป็นผีเป้า แล้วออกหากินเหมือนกับผีเป้าคนเป็น แต่ผีเป้าประเภทนี้ที่มีความดุร้าย บางครั้งอาจทำร้ายมนุษย์จนถึงแก่ชีวิต

การป้องกันตัวจากผีเป้า

การป้องกันตัวเองจากการคุกคามของผีเป้าสามารถทำได้ด้วยการปลูก “ว่านกระจาย” อันเป็นว่านศักดิ์สิทธิ์ของชาวข่า ชาวโซ่ หมอผีจะทำการปลูกกระจายเอาไว้ทั่วหมู่บ้านเพื่อช่วยในการป้องกันภูตผีปีศาจ หรือนำมาปลุกเสกให้กลายเป็นของขลังสำหรับพกพาติดตัว อย่างไรก็ตามว่านกระจายจัดอยู่ในกลุ่ม “ผีว่าน” ทำให้จำเป็นที่จะต้องเลียงดูเซ่นไหว้ด้วยกบ เขียดเป็นๆ มาโยนเลี้ยงในดงว่านทุกช่วงกลางเดือน จนกว่าก้านใบว่านจะแห้งเหี่ยวในเดือน กุมภาพันธ์ – มีนาคม แล้วจึงค่อยทำการหยุดเลี้ยง แล้วทำการขุดว่าน (กู้ว่าน) ขึ้นมาเก็บรักษาเอาไว้โดยทำพิธีในวันอังคาร ตอบพลบค่ำ และต้องทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้ผีด้วยหัวหมู เป็ดไก่ เหล้าขาว เมื่อขุดหัวว่านขึ้นมาให้ทำการห่อด้วยผ้าขาวแล้วนำเก็บรักษาไว้บนหิ้งบูชาผีในบ้าน เมื่อได้ฤกษ์งามอันดี หมอผีเจ้าของว่านจะนำว่านไปปลุกเสกเพื่อทำเป็นของขลัง ช่วยให้อยู่ยงคงกระพัน ช่วยป้องกันภูตผี หรือทำเป็นยาสั่ง หรือสักว่านกระจายใส่ลิ้นจะสามารถทำการขับไล่ผีปอบ ผีเป้า ผีโพง ผีพราย ออกไปจากร่างของคนป่วย หรือคนที่ถูกผีเข้าสิงได้ แต่ถ้าหากไม่สามารถรักษาข้อห้าม คือ ไม่จับต้องผ้านุ่งของผู้หญิง ไม่กินผลน้ำเต้า ไม่ลอดราวตากผ้า ไม่ลอดใต้ถุนบ้าน ไม่ด่าทอพ่อแม่ของตนหรือภรรยา เป็นต้น ก็จะกลายเป็น “ผีปอบ” เที่ยวเข้าสังร่างผู้คนจนกว่าเจ้าของผีฟอบจะตายไป หรือจนกว่าจะผ่านพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ที่มีชื่อว่า “พระธรรมเจ้าไล่ผี”

ผีเป้า มีความคล้ายคลึงผีโพง และผีปอบ เป็นอย่างมากทำให้หลายครั้งที่ผีเป้าถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผีประเภทอื่น แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าผีเป้าจะเป็นหนึ่งในความเชื่อที่ไม่เคยเลือนหายไปจากความเชื่อของชาวอีสาน และยังมักถูกนำมาใช้เปรียบเปรยกับคนที่ชอบกินของดิบนับตั้งแต่อดีตมาจนกระทั่งปัจจุบันเช่นเดิม…

เรื่องเล่าผีเป้า

เรื่องเล่าจากน้าสาว By คุณอาร์ม

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น้าสาวของคุณอาร์มเป็นคนพบเจอแล้วเล่าให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ที่แล้ว คุณอาร์มอยู่กับน้าสาวและยายที่จังหวัดร้อยเอ็ด ขอแทนว่าน้าเทาละกัน กลางดึกคืนหนึ่งน้าเทานอนไม่หลับเลยลุกขึ้นมากินน้ำ คืนนั้นฝนตกปรอย ๆ มีเสียงกบร้อง ลักษณะบ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อนจะเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงแบบคนอีสาน ตัวบ้านอีกฝั่งหนึ่งจะมีแค่ระเบียงไม่มีผนังกั้นเพื่อรับลม พูดง่ายๆคือเปิดโล่ง กระติกน้ำจะอยู่ตรงชานบ้านติดระเบียง ขณะกินน้ำน้าเทามองฝ่าความมืดออกไปนอกบ้านไปยังบ้านฝั่งตรงข้ามที่เยื้องกันประมาณสามหลังก็เห็นไฟสีเขียวสีเหลืองกระพริบ ๆ น้าเล่าว่ามันคล้ายๆกับไฟที่ค่อยๆหยดลงจากจมูกผู้ชายคนหนึ่ง นึกออกไหมเหมือนเวลานำ้ตาเทียนมันไหล แล้วมันก็มีเรื่อยๆเป็นสีเขียวเหลืองส้ม น้ารู้ละว่านี่คือผีเป้า ด้วยความที่น้าไม่ค่อยกลัวผีและอยากรู้ว่าเป็นใครเลยเดินลงมาแอบดูที่บันได ตอนนั้นบันไดจะอยู่นอกตัวบ้าน น้าสังเกตเห็นว่าผีเป้าอยู่ลานบ้านหลังหนึ่ง สักพักไฟก็ดับแล้วก็ไปกระพริบอยู่หน้าบ้านอีกหลัง สักพักน้าก็รู้สึกว่าผีมันกำลังจะเดินผ่านมาทางบ้านตัวเองเลยรีบขึ้นบ้าน ปรากฎว่ามันผ่านมาจริง ๆ น้าก็แอบดูผ่านกระจก มองเห็นว่าเป็นผู้ชายใส่เสื้อลายแล้วก็เดินหายเข้าไปทางวัดของหมู่บ้าน พอเช้าน้าก็เล่าเรื่องนี้ให้ที่บ้านและเพื่อนบ้านฟัง แล้วเรื่องนี้ก็กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ตอนนั้นทุกคนกลัวมาก รีบเข้าบ้านกันตั้งแต่หัวค่ำกันทั้งหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนก็เล่าต่อว่าผีเป้าหรือผีโพงเนี่ยตอนกลางวันมันเป็นคนปกติ แต่ตอนกลางคืนจะออกหากินกบเขียด บางคนบอกว่าที่เป็นแบบนี้เพราะเลี้ยงว่านอาถรรพ์ บางคนก็ทำผิดวิชาบางอย่าง ดังนั้นมันจะกลัวคนรู้ว่ามันคือใคร ถ้ามีคนรู้มันจะเอาทรัพย์สินมาให้คน ๆ นั้น แต่บางทีมันก็จะทำลายโดยการโยนไม้คานหักแม่หม้ายข้ามหลังคาบ้าน (โบราณถือว่าถ้าบ้านไหนโดนแบบนี้จะเกิดหายนะในบ้าน ไม่ใช่เรื่องดี) หรือไม่ก็ถ่มน้ำลายใส่เพื่อให้กลายเป็นผีเป้าเหมือนกัน เคยมีเรื่องเล่าว่าหญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกแล้วบังเอิญเจอคนรู้จักในหมู่บ้านเดินผ่านบ้านตอนดึกๆเลยเดินไปทัก ปรากฎว่าโดนถ่มน้ำลายใส่ก็เลยกลายเป็นผีเป้าเหมือนกัน คนอีสานจะคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี

เรื่องเล่าจากพ่อ By baiboua 

เรื่องที่พ่อเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ๆ ครอบครัวเรามีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 คน มีพ่อแม่ บัว และน้องๆ อีก 2 คน ช่วงที่เป็นวัยเด็กครอบครัวบัวส่วนมากจะอาศัยนอนที่ไร่ ไม่ค่อยได้กลับเข้ามานอนที่บ้าน โดยพ่อให้เหตุผลว่า ไร่กับบ้านมันไกลกันมันเสียเวลาเดินทาง ถ้านอนอยู่ที่ไร่ตื่นเช้ามาก็ทำไร่ได้เลย ซึ่งหลังจากกินข้าวกินปลามื้อค่ำแล้ว พ่อมักจะเล่านิทานให้บัวและน้องๆ ฟัง บางวันก็เล่าเรื่องผี ซึ่งตอนที่พวกเราเป็นเด็กกลัวมากๆ แต่ก็ชอบฟังที่พ่อเล่า พ่อเป็นคนที่เล่าเรื่องเก่งมาก มีน้ำเสียงเป็นจังหวะจะโคน เวลาเล่าเรื่องต่างๆ แล้วได้อรรถรสมาก ไปค่ะไปฟังพ่อเล่าเรื่องราวชวนสยองกัน

เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยก่อนตอนนั้นพ่อกับแม่แต่งงานได้ประมาณปีกว่าๆ บัวก็มีอายุได้ประมาณ 7-8 เดือน คือแต่งงานไม่นานแม่ก็ท้องและมีบัว ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูฝน ช่วงเริ่มต้นทำนา พ่อกับแม่และบัว ก็นอนอยู่ที่กระต๊อบปลายนา เพราะพ่อต้องตื่นมาไถนาแต่เช้า ตอนกลางวันพ่อก็จะไถนา ส่วนแม่ก็จะถางหญ้าที่อยู่บริเวณคันแถนา พอตกเย็นหลังจากอาบน้ำอาบท่า กินข้าวเย็นแล้ว ช่วงนั้นกลางคืนฝนก็ตกพรำ ๆ เกือบทุกคืน พ่อก็จะออกไปหาใต้กบ ใต้เขียด หรือภาษากลางเรียกว่า ส่งกบส่งเขียด เพื่อมาเป็นอาหาร ก็ไม่ได้ไปหาที่ไหนไกลหรอกค่ะ แถวๆ บริเวณนาของตัวเองนั่นแหล่ะ โดยพ่อจะมีไฟฉายคาดหัว ไว้สำหรับส่งกบและเขียด มือขวาก็ถือไม้แหลมๆ คล้ายฉมวก ไหล่ซ้ายก็สะพายข้องไว้ใส่กบและเขียด

ในคืนที่ท้องฟ้ามืดมิด คืนนั้นเป็นคืนข้างแรม ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ อากาศเย็นยะเยือก ในยามที่สายฝนโปรยปราย คืนนั้นมันเย็นกว่าปกติ เสียงกบเสียงเขียดร้องระงมอยู่ทั่วทั้งท้องนา พ่อก็เดินออกหากบหาเขียดไปทั่วทั้งท้องนา ระหว่างก้ม ๆ เงย ๆ จับกบอยู่นั้น พ่อก็สังเกตเห็นดวงไฟลอยไปลอยมา อยู่แถวๆ นาที่อยู่ติดกัน ซึ่งเจ้าของก็เป็นญาติกันนั่นแหล่ะค่ะ พ่อก็คิดว่า เอ๋!!!….หรือตาเสาร์แกจะมาหาส่งกบส่งเขียดเหมือนกัน ก็เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจะทักทาย แต่สิ่งที่พ่อเห็นไม่ใช่ตาเสาร์ แต่เป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ ตัวล่ำ ๆ นุ่งกระโจงแบบคนสมัยโบราณไม่ใส่เสื้อ ทันใดนั้นเอง!!!…. มันก็หันขวับกลับมาตรงบริเวณจมูกมีสีแดงเหมือนดวงไฟเล็กๆ ซึ่งไม่ใช่ส่องกบอย่างที่พ่อคิด ดวงตาแดงกล่ำ มือทั้งสองจับขากบใส่ปาก กบยังไม่ตายยังร้องอ๊อบ….อ๊อบ แต่ว่าขาทั้งสองข้างของกบฉีดขาดออกจากลำตัวแล้ว ชายคนนั้นก็มองที่พ่อด้วยสายตาเขม็ง แล้วก็หันกลับไปกินกบตัวนั้นต่อ ด้วยความที่พ่อเคยบวชเรียนมาแล้วก็เลยไม่กลัวผีพวกนี้ พ่อก็เลยได้แต่สวดแผ่เมตตา แล้วก็เดินหาส่องกบส่องเขียดต่อไป เมื่อได้เยอะพอที่จะทำอาหารแล้ว พ่อก็เดินกลับกระต๊อบที่อยู่ปลายนา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง เพราะพ่อกลัวว่าแม่จะเกิดความกลัวไม่กล้ามานอนนาอีก บัวก็เลยถามว่าอ้าวแล้วทำไมผีเป้ามันไม่ทำอะไรพ่อ พ่อตอบว่า ผีเป้ามันไม่ทำอันตรายคนหรอก มันกินแค่พวกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ดิบ ๆ เท่านั้นเอง เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรเขา เขาก็ไม่ทำอะไรเราเหมือนกัน

อ่านเรื่องอื่น : ผีตานี

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT