พฤษภาคม 11, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

ผีม้าบ้อง

ผีม้าบ้อง

ผีม้าบ้อง

ผีม้าบ้อง

ผีม้าบ้อง เป็นหนึ่งในผีที่ปรากฏตัวในเรื่องเล่าของชาวล้านนา (ไทยวน) มาตั้งแต่โบราณ เป็นผีป่าประเภทหนึ่ง ที่ปรากฏตัวเฉพาะในภาคเหนือ โดยเชื่อกันว่าที่จริงแล้วผีม้าบ้องคือ “ผีกะ” ที่อยู่มานานจนชรามากหรือมีฤทธิ์แกร่งกล้ากระทั่งแปลงกายคล้ายม้าสีหม่น บ้างว่ามีลักษณะร่างกายที่เหมือนการผสมผสานกันระหว่างคนกับม้า โดยท่อนบนเป็นมนุษย์และท่อนล่างเป็นม้า ฟังแล้วคล้ายกับสัตว์ในเทพนิยายกรีกอย่าง “Centaur” ที่ปรากฏตัวในภาพยนตร์แนวแฟนตาซีหลายเรื่อง

ผีม้าบ้อง

อาหารมื้อโปรดของผีม้าบ้อง

ของโปรดของผีม้าบ้อง คือของคาว โครงกระดูกวัว เลือด ไข่ดิบ และซากสัตว์โดยเฉพาะหัวควายแห้ง พวกมันจะพากันแทะกินอย่างเอร็ดอร่อยอย่างมากเลยทีเดียว ในบางครั้งผีม้าบ้องยังปรากฏตัวบริเวณด้านล่างของบ้านที่มีการคลอดลูก ถ้าหากมองลอดผ่านพื้นไม้ลงไปข้างล่างจะเห็นผีม้าบ้องมาเลียกินคาวเลือด ถ้าหากมาในร่างของมนุษย์ก็จะเห็นใช้มือกวาดคาวเลือดกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ใต้ถุนบ้าน เมื่อพบแหล่งอาหารผีม้าบ้องจะกินจนอิ่มแล้วจำสถานที่เอาไว้ เมื่อมีโอกาสก็จะกลับมาอีก หากเป็นกระดูกก็จะเลียกินจนกระทั่งกระดูกเรียบมันเลยทีเดียว

ผีม้าบ้อง

การกำเนิดผีม้าบ้อง

คนโบราณเชื่อว่า ผีม้าบ้อง ในตอนกลางวันเป็นคนธรรมดา แต่ถูกผีกะเข้าสิงเจ้าของผีกะ หรือเข้าสิงผู้ชายในตระกูล โดยจะเข้าสิงร่างนั้นตลอดแล้วทำการออกหากินในตอนกลางคืน ในคืนเดือนมืด คืนข้างแรม วันพระ และช่วงเข้าพรรษา คนที่ถูกผีกะเข้าสิงจะทำตัวคล้ายกับม้าพับแขนทั้งสองข้างแนบเข้ากับลำตัว หันศอกไปข้างหน้าเหมือนกับเป็นหูของม้า ใช้ผ้าขาวม้าผูกเอวให้เหลือชายไว้ข้างหลังคล้ายกับหาง ส่งเสียงร้องเหมือนม้าแล้วออกวิ่งไปตามถนน และมักได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างชนรั้วไม้จนพัง แต่เมื่อรุ่งเช้าเมื่อไปตรวจสอบดูก็นะปรากฏว่ารั้วปกติ ไม่ได้เสียหายแม้แต่น้อย และไม่มีรอยเท้าสัตว์วิ่งในบริเวณนั้นแต่อย่างใด

ตำนานบางกล่าวถึงเงื่อนไขในการกลายเป็นผีม้าบ้อง สามารถเกิดขึ้นได้จากวิญญาณของผู้ชายที่ขี้เหนียว ไม่เคยทำบุญทำทาน ไม่มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น และไม่แต่งงานมีครอบครัว ทำให้เมื่อเสียชีวิตจึงไม่มีมีใครมาดูแลจัดการศพให้อย่างเหมาะสม ทำให้เกิดความอิจฉาริษยาคนที่มีครอบครัว

มีเรื่องเล่าเหตุการณ์เกิดผีม้าบ้อง คือ มีครอบครัวหนึ่งสามคนพ่อแม่ลูกทำหน้าที่เฝ้าคอกม้าของพระราชา เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต ลูกชายรับสืบทอดดูแลม้าต่อด้วยความขยันขันแข็ง แต่ขี้เหนียวอย่างมาก แม้แต่หัวควายที่ตายแล้วเขาก็ยังแทะเอาเนื้อมากิน ใช้ชีวิตแบบนี้จนกระทั่งตายไปโดยไม่ได้แต่งงาน แต่พอตายกลับรู้สึกอิจฉาเด็กหนุ่มแรกรุ่น (บ่าวแถ่ว) เพราะตัวเองไร้คู่ เลยแอบแปลงกายไปเที่ยวกับเด็กหนุ่มบ่อยๆ แต่ถ้าคืนไหนเกิดอารมณ์ทางเพศ และแสงเดือนสลัวก็จะวิ่งคึกตามถนนถ้าพบเด็กหนุ่มก็ใช้ขาหลังดีดระหว่างขาของผู้เคราะห์ร้ายจนหน้าเขียว หรือบางครั้งก็ทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต ทำให้ผู้ใหญ่ชาวล้านนาไม่ให้ออกจากบ้านในเวลากลางคืน หรือถ้าให้ไปกับหนุ่มใหญ่ที่เคยจีบสาวมาอย่างโชกโชนเพราะถ้าหากไปเจอกับผีม้าบ้องเข้าจะได้ช่วยกันขับไล่

บางตำนานกล่าวถึงการเกิดผีม้าบ้องว่า ที่จริงแล้วผีม้าบ้องเป็นวิญญาณของม้าตัวหนึ่งที่มีความเจ็บแค้นความแล้งน้ำใจของมนุษย์ เรื่องเล่าว่ามีม้าคู่หนึ่งถูกเลี้ยงดูและไปไหนมาไหนด้วยกันจนสนิทสนมรักใคร่กันอย่างมาก แต่มาวันหนึ่งหนึ่งในนั้นล้มป่วยเจ้าของเลยถูกเจ้าของทิ้งเอาไว้ ม้าที่ถูกทิ้งนอนรอคอยการกลับมาของเพื่อนอยู่นานจนกระทั่งทนความเจ็บปวดไม่ไหวขาดใจตาย ด้วยความคิดถึงห่วงหาเพื่อนทำวิญญาณกลายมาเป็นผีม้าบ้องออกวิ่งตามหาเพื่อนตามสถานที่ต่างๆ บ้างว่าผีม้าบ้อง เป็นวิญญาณของม้าที่ตายในสงคราม ทำให้เกิดความโกรธแค้นมนุษย์อย่างมาก ทำให้วิญญาณยังคงยึดติดวิ่งวนเวียนไม่ยอมไปผุดไปเกิด

อีกหนึ่งในความเชื่อที่น่าสนใจเกี่ยวกับผีม้าบ้องคือ ผีม้าบ้องไม่ได้มีแค่เพศชายเท่านั้น แต่ยังมีผีม้าบ้อง ที่เป็นเพศหญิงด้วย โดยปรากฏตัวท่อนบนเป็นหญิงสาวสวย แต่ท่อนล่างเป็นม้า มักจะออกมาล่อลวงผู้ชาย โดยเฉพาะหนุ่มที่ยังไม่ประสีประสาเรื่องผู้หญิงให้ตามไปยังถิ่นอาศัยแล้วทำการฆ่าทิ้ง!!! นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า หากผีม้าบ้องวิ่งผ่านหมู่บ้านใดแล้วพบเด็กดื้อแอบลงเรือนมาในตอนกลางคืน ผีม้าบ้องก็จะทำการหลอกล่อให้เด็กขึ้นขี่หลังแล้วพาไปเมืองผี และไม่ได้มีโอกาสกลับมาเห็นหน้าพ่อแม่อีกเลย

สถานที่ที่ผีม้าบ้องมักปรากฏกายให้เห็น

สถานที่ที่ผีม้าบ้องชอบวิ่งผ่านเข้าออก คือ ตรอก ซอก และซอยแคบ ชาวล้านนาเรียกตรอกเหล่านี้ว่า “คลองหน้อย” หรือออกวิ่งไปตามลำเมืองที่ไม่มีน้ำ พร้อมกับเสียงวิ่งที่เหมือนกับวัว ควาย หรือฝูงสัตว์ในยามวิกาล และชอบไปปรากฏกายเพื่อขัดขวางการจีบสาวของหนุ่มชาวล้านนา เช่น วิ่งชนเสาเรือนให้เกิดเสียงดังและสั่นสะเทือนให้ตกใจ ถึงแม้จะมีคำบอกเล่าจากคนที่เคยเห็นผีม้าบ้องบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีใครเคยเห็นผีม้าบ้องแบบเต็มตัว ส่วนใหญ่จะเห็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น แต่เชื่อกันว่าหากใครไปบังเอิญพบกับผีม้าบ้องเข้าจะถูกทำร้าย ตามรังควานไปจนถึงบ้าน เข้าครอบงำ หลอกหลอน หรือทำให้เกิดความเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้ร่างกายค่อยๆอ่อนแอลงทีละน้อยจนกระทั่งเสียชีวิตไปในที่สุด

นกฮูก ร้องเตือนภัยเมื่อผีมาบ้องมาเยือน

ผีม้าบ้อง

คนโบราณเชื่อว่า สิ่งที่จะช่วยเตือนการปรากฏตัวของผีม้าบ้องคือ “นกฮูก” เพราะทั้งสองเป็นอริกัน ถ้าในคืนใดนกฮูกบินโฉบไปมาแล้วส่งเสียงร้อง นั่นหมายความว่าผีม้าบ้องจะปรากฏตัวในบริเวณนั้น ส่วนการป้องกันตัวเองจากผีม้าบ้องนั้น มีการเล่าว่าหากผีม้าบ้องเข้ามาใกล้ให้ทำการโยนไข่ดิบให้ แล้วฉวยจังหวะที่มันกำลังเอร็ดอร่อยกับไข่ดิบรีบกลับขึ้นบ้านแล้วกลับด้านบันไดบ้านในทันทันที หรือใช้ไม้คานบ้านฟาดใส่ ผีม้าบ้องจะกลัวจนหนีไป

การป้องกันตัวและขับไล่ผีม้าบ้อง

ผีม้าบ้องยังสามารถถูกขับไล่ได้ ด้วยการท่องคาถาบทสวดดังต่อไปนี้

“นะโมพุทธายะ มะพะ ทะนะ ภะ กะ สะ จะ สัพเพทวาปีสาเจวะ อาฬะวะกาทะโยปิยะ ขัคคัง ตาละปัตตัง ทิสวา สัพเพยักขา ปะลายันติ สักกัสสะ วะชิราวุธัง เวสสุวัณณัสสะ คะธาวุธัง อะฬะวะกัสสะ ทุสาวุธัง ยะมะนัสสะ นะยะนาวุธัง อิเมทิสวา สัพเพยักขา ปะลายันติ”

สิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างมากคือ การไปเที่ยวบ้านของคนที่ถูกผีมาบ้องสิงสู่ ถึงแม้จะไปในตอนกลางวันก็ตาม เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่กินข้าวร่วมกับผีม้าบ้องร่วมกันสามครั้ง เราก็จะกลายเป็นผีม้าบ้องไปด้วย และผีม้าบ้องยังสามารถเป็นติดต่อกันได้ในหมู่เครือญาติ หากใครแต่งงานเข้าตระกูลของผีม้าบ้องแล้วกินข้าวร่วมกันครบ 7 ไห ก็จะกลายมาเป็นสายผีของตระกูลอย่างเต็มตัว

การกำจัดผีม้าบ้อง

มีตำนานที่กล่าวถึงการกำจัดผีม้าบ้องได้สำเร็จเอาไว้ในนิทานของล้านนาว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งชอบออกไปจีบสาวในตอนกลางคืนกับสหายสนิทเป็นประจำ แต่ในระหว่างทางสหายสนิทมักชอบขอตัวไปถ่ายหนักในระหว่างทางในสถานที่เดิมๆบ่อยจนผิดสังเกต แล้วมักให้เดินนำไปก่อน เมื่อแอบตามไปดูปรากฏว่าบริเวณนั้นมีกะโหลกควายแห้งที่ถูกเลียกินจนขึ้นเงา ด้วยความสงสัยว่าสหายสนิทอาจเป็นผีม้าบ้องจำแลงมา เขาจึงได้ตำพริกแล้วเอาไปทาที่กะโหลกควาย เมื่อสหายสนิทใช้อุบายเดิมแอบไปเลียกะโหลกควาย ความเผ็ดจากพริกและความโกรธจากการถูกกลั่นแกล้งทำให้กลายร่างเป็นม้าตัวใหญ่แล้ววิ่งไล่กวดหมายแก้แค้น แต่ชายคนนั้นไหวตัวทันรีบขึ้นไปหลบอยู่บนเรือนของสาวเจ้าที่ตนจีบอยู่ พ่อของหญิงสาวเป็นผู้มีอาคมจึงได้ทำการปลุกเสกไข่ดิบแล้วมอบให้กับชายหนุ่ม และสั่งว่าถ้าหากผีม้าบ้องตามมาติดจนเจียนตัวให้โยนไข่ดิบให้มันทีละฟอง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ชายหนุ่มทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ค่อยๆโยนไข่ดิบล่อผีม้าบ้องทีละฟอง และทันทีที่กลับถึงบ้านเขาก็รีบกลับด้านของบันไดบ้านทันที ทำให้ผีม้าบ้องที่วิ่งตามมาเกิดความสับสนว่าบ้านใช่ แต่บันไดไม่ใช่ จนวิ่งวนเวียนไปมาไม่สามารถทำร้ายชายหนุ่มได้ แล้ววิ่งหายไปในป่า หลังจากที่อาคมที่ถูกปลุกเสกเอาไว้ในไข่ดิบออกฤทธิ์ก็ทำให้ผีม้าบ้องที่คืนร่างกลายเป็นมนุษย์นอนตายอยู่ที่บ้านของตัวเองในที่สุด บางเรื่องเล่าก็บอกว่าเพื่อนผีม้าบ้องได้หายตัวไป และไม่มีใครเคยพบเห็นอีกเลย

ในปัจจุบันในหลายพื้นที่ของภาคเหนือยังมีคนเห็นและได้ยินเสียงวิ่งของผีม้าบ้องอยู่ ทั้งคนที่ทำท่าทางคล้ายกับม้า ชูนิ้วทั้งสองข้างแนบไว้ข้างศีรษะแล้ววิ่งไปมา พร้อมกับส่งเสียงร้องเหมือนกับม้า กลิ้งคลุกฝุ่นกันไปมา บ้างเป็นชาย บ้างเป็นหญิงชราไม่สวมเสื้อ และเสียงวิ่งคล้ายผีม้าบ้องในตอนกลางคืน แต่การปรากฏตัวของผีม้าบ้องน้อยลงอาจเป็นเพราะความเจริญที่มากขึ้น พื้นที่ป่าที่น้อยลง ถนนหนทางที่สะดวกสบาย และการเข้ามาอยู่ของคนในพื้นที่ต่างๆ เป็นจำนวนมากทำให้การปรากฏตัวของผีม้าบ้องเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ความหลอนของชาวล้านนานั่นเอง…

ตำนานม้าบ้องตามคำบอกเล่า

ตามตำนานเล่าว่าม้าบ้องนั้นเกิดมาจากวิญญาณของชายตระหนี่ที่ไม่เคยทำบุญทำทาน ไม่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อใคร และยังไม่มีครอบครัว รวมถึงไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใคร เมื่อตายลงก็ไม่มีใครที่จะมาสนใจทำศพให้เลยสักคน วิญญาณของชายผู้นี้จึงรู้สึกอิจฉาริษยาผู้คนที่มีครอบครัว ทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงร่างให้เป็นครึ่งคนครึ่งม้าได้

ผีม้าบ้องมักจะปรากฏกายในยามวิการพร้อมกับเสียงเท้าเสมอ
เมื่อถึงยามวิกาลผีม้าบ้องจะออกวิ่งไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะได้ยินเสียงเหมือนกับมีฝูงสัตว์กำลังวิ่งอยู่ และเมื่อพบเจอกับชายหนุ่มที่กำลังเดินทางออกไปจีบสาวในยามค่ำคืนก็จะพุ่งตรงเข้าไปหาและทำการ “ดีด” ขาหลังเข้าไปที่หว่างขาของชายผู้โชคร้ายให้จุกจนอาจจะถึงแก่ชีวิตได้

คำบอกเล่าที่ต่างกันออกไป

แต่ก็มีอีกหนึ่งตำนานที่กล่าวถึงผีม้าบ้องเช่นกัน ว่าหากใครได้เจอกับผีม้าบ้องก็จะถูกตามมารังควานถึงบ้าน ซึ่งผู้ที่โชคร้ายก็จะถูกหลอกหลอนจนล้มป่วยและเสียชีวิต

บางตำนานก็กล่าวว่า ผีม้าบ้องนี้เกิดจากม้าตัวหนึ่งที่ตายไปแล้ว ซึ่งที่มาของความเฮี้ยนนั้นมาจากการที่ก่อนที่ม้าตัวนี้จะตายนั้นตอนเล็ก ๆ เจ้าของได้เลี้ยงม้าไว้คู่หนึ่ง เวลาใดที่เจ้าของจะเดินทางก็จะต้องเอาม้าคู่นี้ไปด้วยจึงเกิดเป็นความรักความผูกพันธ์มากขึ้น

แต่อยู่มาวันหนึ่ง ม้าตัวหนึ่งเกิดล้มเจ็บไม่สามารถที่จะออกเดินทางไปกับเจ้าของได้ เจ้าของก็เลยทิ้งม้าตัวนี้ไว้ และนำอีกตัวหนึ่งไป ส่วนม้าตัวที่ล้มเจ็บนั้นก็นอนรอเพื่อนของมัน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเพื่อนของมันจะกลับมาหามันอีก ในที่สุดมันก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหวจนกระทั่งมันได้ตายไป เมื่อตายไปแล้ววิญญาณของม้าก็ยังมีความห่วงหาอาลัยถึงคู่ของมันอยู่ นั่นทำให้เมื่อถึงเวลากลางคืนม้าตัวนี้จะออกวิ่งเที่ยวหาคู่ของมัน เมื่อถึงเวลากลางคืนวิญญาณเฮี้ยนของม้าตัวนี้จะออกวิ่งไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อตามหาคู่ของมัน

เรื่องเล่าจากคุณตาชิน

เมื่อกลางปี 2555 กระผมได้ย้ายมาทำงานที่จังหวัดตาก และได้มีโอกาสคุยกับคุณตาชิน (ขอสวนนามสกุล) ปัจจุบันคุณตาชิน อายุ 65 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก ซึ่งโดยนิสัยส่วนตัวของผมชอบฟังและศึกษาเกี่ยวกับวิถีความเชื่อ เรื่องเล่าประเภทนี้อยู่แล้ว พอได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณตาชิน ถึงเรื่องราวของ “ผีม้าบ้อง” ที่ท่านได้เคยมีประสบการณ์สัมผัสมา โดยคุณตาชิน ได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวและประสบการณ์เกี่ยวกับผีม้าบ้อง ตามลำดับเรื่องราวพอประติดประต่อได้ว่า…

ผีม้าบ้อง

คุณตาชินเอง ดำรงชีพอยู่ด้วยการเลี้ยงสัตว์และทำปศุสัตว์เล็กๆน้อยๆ ตัวแกเองได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ปี 2521 โดยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้คนเดียว ลักษณะเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ กึ่งกระท่อม ล้อมด้วยรั้วสังกะสี ตอนที่แกมาอยู่ใหม่ๆนั้น ไม่มีแม้ไฟฟ้า หรือประปา น้ำดื่มน้ำใช้ต้องอาศัยบ่อน้ำผุด(ตาน้ำ) น่าเสียดายปัจจุบันโดนถมที่เพื่อสร้างถนนไปแล้ว ส่วนไฟฟ้า อาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก๊าด

เมื่อตอนคุณตามาอยู่ใหม่ๆ สภาพภูมิประเทศโดยรอบเป็นป่า มีหญ้าและต้นไม้ขึ้นรก และเป็นเขตสนามบินเก่าของญี่ปุ่นในอดีต สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นมีบ้านเรือนผู้คนอยู่แค่ 2 หลัง โดยบ้านอีกหลังเป็นหลังเล็กๆ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างจากบ้านคุณตา ประมาณ 200 เมตร ถนนหนทางเป็นทางฝุ่นลูกรัง แทบไม่มียานพาหนะใดวิ่งผ่าน ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาจะใช้การเดินเท้าเป็นหลัก ส่วนตัวคุณตาเองจะใช้รถสามล้อปั่นที่มีกระบะบรรทุกอยู่ด้านหน้า แกเอาไว้ใช้ปั่นไปตลาดในตัวเมืองตาก เพื่อไปรับเศษอาหาร เศษผัก มาให้หมูที่แกเลี้ยงไว้ เป็นกิจวัตรประจำวัน แทบจะกล่าวได้ว่าคุณตาอาศัยอยู่ในย่านนั้นคนเดียวโดดๆก็ว่าได้ เพราะนานๆที แกถึงจะได้มีโอกาสพบเจอกับเพื่อนบ้าน
คุณตาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการพบเจอ “ผีม้าบ้อง” (ซึ่งตัวคุณตาเองแกเรียกว่า “ผีกะม้าบ้อง”)….ว่า ในค่ำคืนวันหนึ่ง เป็นวันกลางพรรษา และเป็นวันโกน (วันโกน คือ วันขึ้น 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ และวันแรม 7 ค่ำกับ 14 ค่ำ ของทุกเดือน (หรือ วันแรม 13 ค่ำ หากตรงกับเดือนขาด) ซึ่งเป็นวันก่อนวันพระ 1 วัน วันพระ คือ วันขึ้น 8 ค่ำกับ 15 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำกับ 15 ค่ำ ของทุกเดือน หรือวันแรม 14 ค่ำ หากตรงกับเดือนขาด) หลังจากที่ได้สุมไฟไล่แมลง ไล่ยุง ให้กับ วัว ควายและต้มข้าวให้หมูในเล้าของแกแล้ว แกก็ทำธุระส่วนตัว แล้วก็เตรียมตัวจะเข้านอน สมัยก่อนนั้นเวลากลางคืนหรือช่วงพลบค่ำจะมืดมาก เนื่องจากไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้า จะมีก็เพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์ หรือกองไฟทีแกก่อสุมไฟไล่สัตว์ หรือก็แสงสว่างดวงเล็กๆ จากตะเกียงน้ำมันก๊าดของแกเอง
ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 2ทุ่มกว่าๆ ความสงบเงียบในยามค่ำคืน จะมีก็เพียงเสียงสะบัดหางเพื่อไล่ยุงหรือแมลงของวัวควายที่แกเลี้ยงไว้ ขณะคุณตากำลังล้มตัวลงนอนได้เพียงแค่ชั่วอึดใจ หูสองข้างของคุณตาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ดังถนัดชัดเจน เป็นเสียงฝีเท้าคล้ายกับลักษณะการวิ่งของม้า วิ่งเหยาะ กุบกับ กุบกับ พร้อมกับเสียงร้อง ฮี้ๆ ครางอยู่ในลำคอของมัน วิ่งผ่านหน้าบ้านของคุณตา แล้วก็ค่อยๆหายเงียบไปในช่วงสุดถนน ซึ่งเป็นรอยต่ออีกหมู่บ้านหนึ่ง แต่คุณตาเองก็ไม่ได้สนใจอะไร คงเข้ามุ้งนอนตามปกติ ซึ่งผมได้สอบถามคุณตาแล้ว แถวนั้นมีบ้านชำแหละเนื้อสัตว์ส่งตลาดในเมือง หรือชาวบ้านเรียกว่า..เขียงเนื้อ ผมสงสัยว่าคงจะมี ซากโครงกระดูกสัตว์ถูกกองทิ้งอยู่ในหลุมแถวๆนั้น ซึ่งเป็นอาหารของผีม้าบ้อง
คืนวันต่อมา เวลาไล่เลี่ยกัน คุณตาก็ได้ยินเสียงลักษณะแบบเดียวกันอีกนั้นอีก ได้จังหวะที่คุณตายืนบนชานแคบๆหน้าบ้านพอดี จึงได้ชะโงกส่องสายตาออกไปดู ซึ่งคุณตาแกเองก็ไม่มีไฟฉายใช้ ภาพที่เห็นบวกกับแสงสลัวๆ จากดวงจันทร์ คุณตาเห็นลักษณะสัตว์คล้ายม้า ตัวสีดำใหญ่ทะมึน วิ่งเหยาะๆ ส่งเสียงร้องผ่านไป โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดขี่บนหลังของมัน ผมได้สอบถามกับคุณตาถึงพฤติกรรมของมัน ซึ่งแกเองเล่าว่า..เมื่อมองดูมัน มันก็วิ่งไปตามปกติของมัน ไม่ได้สนใจอะไร และไม่มีปฏิกิริยาคุกคามแต่อย่างใด ผมก็ถามว่า ทำไมคุณตาไม่ตะโกนเรียกมัน…..แกบอกว่า ตัวแกเองก็ไม่ได้สนใจอะไร แค่เพียงอยากรู้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงอะไรเท่านั้นเอง ผมก็คิดว่า..หากคุณตาตะโกนเรียกมัน มันคงไม่ทำอะไรคุณตาหรอก เพราะไม่ใช่ศัตรูของมัน แต่..เมื่อผีม้าบ้องรู้ว่า มีคนสงสัยและเรียกมัน มันคงไม่โผล่มาให้เห็นอีกแน่ๆ คุณตาแกเองก็คิดว่า คงเป็นม้าของใครที่ไหนซักที่ ที่หลุดคอกออกมาแล้วคงวิ่งวนเวียนหาทางกลับบ้าน แต่..คิดแล้ว ก็คงเป็นไปได้ยากเพราะละแวกแถวนั้น ไม่มีผู้ใดเลี้ยงม้าเลย แถมม้าก็เป็นสัตว์มีราคาแพงด้วย กอปรกับแกก็ไม่เคยเห็นใครจูงม้าหรือขี่ม้าผ่านหน้าบ้านเลย แม้กระทั่งในตัวเมืองตาก

คุณตาได้เล่าต่อว่า.. รุ่งเช้าแกได้ลุกมาทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ พอเสร็จแล้วจึงได้ออกมาดูร่องรอยฝีเท้าของม้าตัวนี้ แต่แกก็ไม่เห็นแม้แต่รอยเท้าม้า แม้รอยเดียว ทั้งที่ม้าก็ตัวใหญ่ทึนทึกอย่างนั้น ถนนก็เป็นทางผงฝุ่น บางวันก็เปียกเพราะฝนตก แต่ก็ไม่ปรากฏรอยเท้าม้าเลย ทั้งที่มันเองก็วิ่งผ่านตั้งหลายครั้ง หลายคืน

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คุณตาชินเองก็ได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ผีม้าบ้องมาตลอด แต่สับเปลี่ยนเวลาการปรากฏ จากพลบค่ำเป็นช่วงเวลาประมาณ 4-5 ทุ่มบ้าง แต่เป็นที่น่าแปลกประหลาด แกบอกว่าจะได้พบเจอก็เฉพาะช่วงเวลาในวันโกน ระหว่างกลางพรรษาเท่านั้น ก่อนพรรษาหรือหลังพรรษา จะไม่มีโอกาสได้พบเจอเลย จวบจนกระทั่งความเจริญเข้ามา ถนนหนทางกลายเป็นถนนลาดยาง ตาน้ำผุดถูกกลบถม ประชาชนเริ่มเข้ามาอยู่หนาแน่นขึ้น ผืนป่าถูกทำลาย ปรากฏการณ์ผีม้าบ้องจึงสูญหายไป เหลืออยู่เพียงแค่เป็นเรื่องเล่า ที่ผมได้จดบันทึกอยู่ในครั้งนี้นี่เอง

โดยความคิดส่วนตัวของผมแล้ว ผมคิดว่าผีม้าบ้องก็คือผีม้าหรือวิญญาณของม้า นั่นเอง เนื่องด้วยในสมัยก่อน “ม้า” มีบทบาทในการศึกสงครามอยู่ไม่น้อย เสียชีวิตแบบทรมานด้วยคมหอก คมดาบ แบบอารมณ์เจ็บปวด ทุกข์ ทรมาน จิตวิญญาณจึงยังคงอยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความเจ็บปวด ความเคียดแค้นพยาบาท เป็นการตายแบบยังไม่ถึงคราว หรือที่เราเรียกกันว่า ตายโหง จิตวิญญาณจึงกลายเป็นสัมภเวสี ล่องลอยชดใช้กรรมอยู่จนกว่าจะหมดกรรม ได้ไปผุดไปเกิดใหม่

ปัจจุบันนี้ ไม่มีการใช้ม้าทำศึกสงครามกันแล้ว ปรากฏการณ์ผีม้าบ้องยุคปัจจุบัน จึงไม่มีใครได้พบเห็น หรือหากจะมีโอกาสพบเห็นก็คงจะน้อยครั้งมาก บางทีคนที่พบอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า..นั่นคือ….”ผีม้าบ้อง”

อ่านเรื่องอื่นต่อไป : ฝรั่งเจอผี

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT