พฤษภาคม 11, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

จิตแพทย์ไทย

ช่วงนี้ความเครียดจากสถานการณ์ COVID-19 ระบาด คนจะค้าจะขายก็ไม่ได้ เครียดกันไปทั่ว บางคนเป็นวิตกกังวลซึมเศร้าถึงขั้นเป็นโรค แต่อยู่ต่างจังหวัด จิตแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาไม่ค่อยมีให้บริการจนต้องเข้าไปในเมืองใหญ่ แถมบางทีต้องรอคิวนานเพราะแพทย์มีน้อย
จิตแพทย์ไทย

จิตแพทย์ไทย ยังไม่เพียงพอในการให้บริการ

จิตแพทย์ไทย ยังไม่เพียงพอในการให้บริการ ช่วงนี้ความเครียดจากสถานการณ์ COVID-19 ระบาด คนจะค้าจะขายก็ไม่ได้ เครียดกันไปทั่ว บางคนเป็นวิตกกังวลซึมเศร้าถึงขั้นเป็นโรค แต่อยู่ต่างจังหวัด จิตแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาไม่ค่อยมีให้บริการจนต้องเข้าไปในเมืองใหญ่ แถมบางทีต้องรอคิวนานเพราะแพทย์มีน้อย

ทำไมจิตแพทย์ในไทยทุกวันนี้กลับไม่เพียงพอหกับจำนวนคนไข้ที่เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่พอจะรู้กันว่าประเทศไทยหลังๆ มานี้ มีสถิติคนฆ่าตัวตายมากขึ้นทุกๆ ปี และมีการเข้าพบจิตแพทย์มากขึ้นโดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาทางสังคม จากข้อมูลสถิตกรมสุขภาพจิตประจำปี พ.ศ.2562 (รายงานล่าสุด) ได้รายงานอัตราการฆ่าตัวตาย ร้อยละ 6.64

ต่อจำนวนประชากร 100,000 คน สูงที่สุดในรอบ 14 ปีผ่านมา และสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดปี พ.ศ.2562 คือกลุ่มคนอายุ 30-39 ปีหรือวัยทำงานนั่นเอง โรคซึมเศร้าคือโรคที่มีคนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แม้ในประเทศไทยหลายคนอาจจะยังคงมองว่าเป็นโรคที่ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ช่วงหลังๆ มานี้ มีข่าวการฆ่าตัวตายมากขึ้น

ความเครียดจากปัญหาสังคมมากมายถาโถมทำให้บทบาทของจิตแพทย์เด่นชัด โดยปัจจุบันจำนวนจิตแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนกับวิทยาลัยจิตแพทย์มีทั้งสิ้น 1,047 คน แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกปี จำนวนจิตแพทย์ตอนนี้อาจไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งการผลิตแพทย์ได้จำนวนน้อยเป็นหนึ่งในปัญหาของการขาดแคลนแพทย์

และก็ไม่ใช่แค่สาขาจิตเวชสาขาเดียว ยังมีแพทย์อีกหลายสาขาที่ยังขาดแคลนบุคลากรอยู่ในปัจจุบัน ไปคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการแสดงความคิดเห็นต่อวงการอาชีพจิตแพทย์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมที่ส่งผลต่อการเป็นผู้ช่วยการใช้ชีวิตของผู้คน

สาเหตุของการไม่เพียงพอ เกิดจากอะไร วิชาเรียนยากเกินไปไหม คนส่วนใหญ่จึงไม่เลือกมาเรียนหรือเปล่า

ถ้าเป็นแพทย์ทั่วไป ปัญหาอาจจะไม่ใช่จำนวนแต่เป็นการกระจายตัวในจังหวัดต่างๆ แต่ถ้าเป็นสาขาย่อย สาขาขาดแคลนมีคนเรียนน้อย ก็จะมีปัญหาทั้งจำนวนและการกระจายตัวไปสู่ภูมิภาค  จะเป็นจิตแพทย์ที่เป็นสาขาเฉพาะทางของอาชีพแพทย์ ต้องเรียนจบแพทย์ 6 ปี ก่อนแล้วเลือกมาต่อทางด้านจิตเวช อบรมเพิ่มความชำนาญเฉพาะโรคทางจิตเวช

การรักษาด้วยยาและจิตบำบัด ส่วนใน 6 ปีนั้นไม่ใช้วิชาหลัก แต่เป็นวิชารองเท่านั้น “หมอคนหนึ่งต้องเรียนเน้นไปทางอายุรกรรม คือการรักษาโรคทั่วๆ ไป หัวใจตับปอด และก็เน้นไปทางศัลยกรรม ผ่าตัด หรือเน้นไปทางการแก้ปัญหาฉุกเฉิน ประสบอุบัติเหตุมา เย็บแผล และเรื่องของการทำคลอด การดูแลเด็ก โรคติดต่อ วิชาพวกนี้หน่วยกิตเยอะ เรียกว่าเป็นสาขา major

ส่วนจิตเวชเป็นสาขา minor ไม่ได้เน้นหรือออกสอบมาก ซึ่งผมคิดว่าถูกต้องแล้วในแง่การจบมาเพื่อทำงานเป็นแพทย์ทั่วไป ดังนั้นน้องๆ หมอเขาจบมารุ่นนึง ก็เลือกเรียนต่อสาขาหลักๆ เป็นส่วนใหญ่ เรียนต่อจิตเวชกันน้อยหน่อย” เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงทำงานจริง หมอก็จะทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปก่อน แต่ละโรงพยาบาล(ภาครัฐ)

จะให้ทุนส่งให้กลับมาเรียนเฉพาะทางแต่ละด้าน คือ ทำสัญญาว่าเมื่อเรียนเฉพาะทางจบต้องกลับมาทำงานให้ที่โรงพยาบาลนี้ เวลาสองเท่าหรือสามเท่าก็ว่าไป เรียนสามปี ทำงานห้ามลาออกไปไหนหกปี ไม่งั้นก็ต้องจ่ายเงินชดเชยกี่บาทๆ ก็ว่าไป “ทางผมซึ่งเป็นสถาบันฝึกอบรมจะรับใครมาเรียนก็ต้องทำตามกฎของแพทยสภา

คือเขาขอให้พิจารณาผู้รับทุนจากโรงพยาบาลของรัฐมาเรียนก่อน นัยว่าเพราะตามความจำเป็นของท้องที่ ใครที่ไม่มีต้นสังกัดให้พิจารณาหลังๆ มันก็วุ่นๆ นิดนึงตรงเด็กจบใหม่อยากเรียนอะไรก็ต้องมองหาสถานที่ปฏิบัติงานที่จะให้ทุน” จากแนวคิดจึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจช่วยควบคุมการกระจายตัว เพราะถ้าโรงพยาบาลไหนมีหมอสาขานั้นเยอะแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ทุนสาขานั้น

โรงพยาบาลจังหวัดไหนยังไม่มีจิตแพทย์ ก็อาจจะเปิดทุนให้หมอไปเรียนเพื่อกลับมาทำงานให้ แต่ระบบนี้พอหมอเรียนจบเฉพาะทาง กลับไปทำงาน อาจจะไม่ลงตัวกับสถานที่กับรูปแบบงาน ก็ขอลาออก ยอมจ่ายเงินชดเชยกันไปอยู่ดี หรือต่อให้บางโรงพยาบาลเปิดตำแหน่งอาจจะไม่มีหมอไปสมัคร “ส่วนเรื่องสาขานี้เรียนยากไหม ก็คงไม่ เป็นที่รู้กันสมัยเรียนว่า

อาจารย์สาขาจิตเวชมักจะใจดีนะครับ ไม่ได้ออกข้อสอบยาก ส่วนตอนเรียนเฉพาะในเชิงรูปแบบงานไม่ได้หนัก ความยากของวิชาการเทียบแล้วก็ไม่ได้ท่องจำหนักหนานักเมื่อเทียบกับสาขาอื่น แต่ถ้าใจไม่ได้รักทางนี้ ฝืนๆ เรียนคงลำบากใจ” ด้านสถิติและจำนวนประชากร หากเทียบหลักสากลแล้ว ตามองค์การอนามัยโลกประเมินเป็น จำนวนจิตแพทย์ต่อประชากรหนึ่งแสนคน

ในประเทศพัฒนาแล้ว อาจจะมีจิตแพทย์ประมาณ 10 ต่อหนึ่งแสนคนหรือ 6 ต่อหนึ่งแสนคน แต่สำหรับประเทศไทยนั้น หากลองเทียบจำนวนประชากรกับจำนวนหมอที่มีอยู่ตอนนี้ จิตแพทย์มีประมาณ 1000 คนนิดๆ เทียบกับประชากร 60 ล้านคน แน่นอนว่ามันไปไม่ถึงแน่ๆ แต่ก็ยังอยู่ในมาตรฐานที่ไม่แย่ในระดับโลก แต่ก็อาจดีกว่านี้ถ้ามีการผลิตเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ

และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านการปฎิบัติงานให้บริการ การที่จะผลิตให้จิตแพทย์เพิ่มจำนวนนั้นยังคงถือเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ช้า เพราะต้องใช้เวลาเทรนจิตแพทย์ทั่วไปสามปี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นสี่ปี ปกติในหนึ่งปีจะมีจิตแพทย์ที่เรียนจบมาเพิ่ม 20-30 คนเท่านั้น  ปัจจุบันก็มีแพทย์จบใหม่หันมาสนใจเรียนจิตเวชพอสมควร แต่เรื่องของคุณภาพของบุคลากรที่จะจบออกไป

จะอิงจากระบบมาตรฐานของ Basic Medication World Federation for Medical Education (WFME) ซึ่งเป็น Global Standards หรือ เกณฑ์มาตรฐานในการคัดเลือกผู้เรียน ว่าที่สมัครมาคุณสมบัติผ่านไหม แถมตัวสถาบันฝึกอบรมจะเปิดโควตาเรียนเพิ่มไหม ในคลาส จะรับจำนวนนักเรียนมาเรียนประมาณ 10-20 คนไม่ได้เพราะต้องควบคุมคุณภาพ

หลักสูตร จำนวนอาจารย์ต่อคนเรียน จำนวนคนไข้ จำนวนกิจกรรมอบรม ที่ได้กำหนดไว้แล้ว เลยส่งผลให้ผลิตได้น้อย หรือจะเปิดสถาบันที่จะพร้อมเทรนเพิ่มก็ยาก แถมระหว่างแพทย์รุ่นใหม่จบมาเพิ่ม แพทย์รุ่นอาวุโสก็เกษียณไปบ้าง หรือขึ้นไปทำงานบริหารไม่ได้ออกตรวจ จำนวนจึงไม่ค่อยเพิ่มขึ้น

อ่านเรื่องอื่น : หมอชนะ R U OK

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT