พฤษภาคม 11, 2021

payoncebiz.com

แหล่งรวมเนื้อหาสาระ และ ความบันเทิง

จากเทศกาลถึงโควิด

เทศกาลปีใหม่ กลางสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งใหม่ของไวรัสโควิด-19 ผ่านไปด้วยความเงียบเหงา อย่างไรก็ตามความสงบนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และมาตรการเข้มข้นเพื่อป้องกันการกระจายของโรคที่กลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่การระบาดในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 ยาวนานต่อเนื่อง
จากเทศกาลถึงโควิด

จากเทศกาลถึงโควิด

จากเทศกาลถึงโควิด เทศกาลปีใหม่ กลางสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งใหม่ของไวรัสโควิด-19 ผ่านไปด้วยความเงียบเหงา อย่างไรก็ตามความสงบนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก และมาตรการเข้มข้นเพื่อป้องกันการกระจายของโรคที่กลับมาอีกครั้ง นับตั้งแต่การระบาดในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 ยาวนานต่อเนื่อง

ไม่เว้นแม้กระทั่งเทศกาลหยุดยาวในช่วงปลายธันวาคม แนวหน้าผู้เผชิญโรคอย่าง ‘บุคลากรทางการแพทย์’ ก็ยังคงทำงานอย่างแข็งขัน ซึ่งหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญในการเผชิญหน้าโรคระบาดในช่วงเทศกาลคือ หน่วย EMS (emergency medical services)

หรือ หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ที่เราอาจเรียกได้ว่าทีมรถฉุกเฉินประจำโรงพยาบาล ซึ่งเวลานี้พวกเขาคือแนวหน้าด่านแรกในการพบปะและติดต่อกับผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่ระบุไม่ได้ว่าคนไข้รายใดได้รับเชื้อโควิด-19 หรือไม่

พร้อมเผชิญไวรัสโควิด-19

ยุรนันท์ ภูโทถ้า นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ (paramedic) โรงพยาบาลรามาธิบดี เล่าว่า ตั้งแต่เริ่มมีข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีมีมาตรการการป้องกันโรคที่เข้มข้น โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วย IC (infection control)

หรือหน่วยควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลมาประชุมร่วมกับทีมรถฉุกเฉิน และทุกๆ หน่วยในโรงพยาบาลที่ต้องดูแลคนไข้ เพราะบางครั้งไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าคนไข้รายนั้นติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องปรับใช้มาตรการ EID (emerging infectious diseases) หรือมาตรการป้องกันโรคอุบัติใหม่ ซึ่งมี 2 ระดับ

  • ระดับ 1 คือจะมีการสวมใส่อุปกรณ์หุ้มหรือคลุมทั้งตัว
  • ระดับ 2 คือลดระดับความครบครันลงมา แต่ยังคงปกป้องเจ้าหน้าที่จากความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ได้

ซึ่งทุกครั้งที่ทีมรถฉุกเฉินออกไปทำงานต้องใช้มาตรการนี้และต้องสวมใส่ชุดป้องกันทุกครั้ง ในกรณีที่เป็นเคสที่อาจต้องสัมผัสสารคัดหลั่งของคนไข้ก็จะใส่เครื่องป้องกันระดับ 1 แต่ถ้าเป็นการช่วยเหลือคนไข้ที่ไม่ต้องสัมผัสสารคัดหลั่งมาก ก็จะใส่ EID ระดับ 2 ขึ้นอยู่กับข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับ “แต่ถ้าเราไปเห็นหน้างาน แล้วพบว่าอาจจะต้องเข้มข้นขึ้น

เราก็อาจจะต้องเปลี่ยนใส่หน้างาน เพราะเราจะมีชุดเตรียมไว้บนรถตามจำนวนเจ้าหน้าที่บนรถพยาบาลอยู่แล้ว” ยุรนันท์อธิบาย โดยรายละเอียดของชุดป้องกันแบ่งเป็น EID ระดับ 1 ประกอบด้วย มีถุงเท้า ถุงมือ เสื้อคลุมที่มีหมวกแบบฮู้ด หมวกจีบสีเขียวห้องผ่าตัด รองเท้าบูต เฟซชีลด์ และหน้ากากอนามัยชนิด N95 ซึ่งสามารถป้องกันละอองที่มีขนาดเล็กกว่าเชื้อโควิด-19 ได้

ส่วน EID ระดับ 2 ประกอบด้วย ชุดเอี๊ยมคลุมถึงแขน ถุงมือ หมวกจีบสีเขียวห้องผ่าตัด หน้ากากอนามัยชนิด N95 และเฟซชีลด์แบบแว่นตาสำหรับป้องกันความเสี่ยงจากการไอหรือจามใส่หน้า ทั้งนี้ในรถพยาบาลหนึ่งคันที่ออกปฏิบัติหน้าที่ จะประกอบด้วยพาราเมดิกสองนาย แพทย์ คนขับรถ ผู้ช่วย รวม 5 คน

และทุกคนต้องสวมชุดป้องกัน โดยใน 1 วันจะมีการแบ่งทีมรถฉุกเฉินไว้ เป็นเช้า 6 คน บ่าย 6 คน ช่วงดึก 4 คน รวมเป็น 16 คน “ในหนึ่งเคสของการออกไปรับคนไข้นั้น เราจะรับเคสจากศูนย์นเรนทรที่จะแจ้งเคสมาหาเราว่าเป็นเคสอะไร เกิดที่ไหน จำนวนเท่าไร ซึ่งจะมีการแบ่งเป็นโซนของแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งชำนาญพื้นที่อยู่แล้ว

จากนั้นก็จะแจ้งเตือนทุกคนผ่านวิทยุในเครือข่ายของโรงพยาบาลรามาธิบดี ทุกคนที่อยู่ในทีมก็จะมารวมตัวกันที่ห้องแต่งตัว ประเมินเคสว่าต้องใส่ชุดระดับ 1 หรือ 2 แล้วก็แต่งตัวด้วยระยะเวลาไม่เกินหนึ่งนาที ก่อนออกเดินทางไปรับคนไข้” ยุรนันท์ลงรายละเอียด แม้จะเตรียมพร้อมเรื่องการป้องกัน แต่ความกังวลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“ความวิตกกังวลของเพื่อนบุคลากรทางการแพทย์มีเกิดขึ้นอยู่ในช่วงแรกของการระบาด แต่เมื่อเข้าใจเชื้อแล้ว เราเรียนรู้ว่าเชื้อมาอย่างไร แพร่กระจายอย่างไร ความรุนแรงที่ทำกับร่างกายอย่างไร ความวิตกกังวลก็ลดลง ไม่ได้วิตกกังวลมาก แต่กันไว้ดีกว่า” “ถามว่ากลัวไหม ในการออกทำงานช่วงโควิด-19 คือเรามีการคุยกับหน่วย IC ตลอด

ว่าอุปกรณ์ที่มีป้องกันได้ไหม ซึ่งอุปกรณ์ที่เรามี เสื้อคลุม หมวก แว่นตา ถุงเท้า และหน้ากาก N95 ก็กันได้เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ และหากมีเคสที่เรารู้สึกว่าต้องชำระล้างร่างกายหลังทำงาน ก็จะมีจุดชำระร่างกายของโรงพยาบาลเตรียมไว้” ยุรนันท์ กล่าว ในประเด็นนี้ เพื่อนร่วมทีมของยุรนันท์เองมีความเห็นในทิศทางเดียวกัน

คือ การป้องกันตัวเองให้ดีที่สุดคือการปฎิบัติตามแนวทางและระเบียบของการป้องกันโรคระบาดอย่างเคร่งครัด “เราอยู่ด่านหน้า สิ่งสำคัญคือเราต้องป้องกันตัวเราให้ดีที่สุด และถูกต้องตามหลักวิชาการให้ได้มากที่สุด ทั้งก่อนและหลังการปฏิบัติหน้าที่ พี่มาทำงานชุดนี้ หลังเสร็จภารกิจพี่ก็จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดใหม่ ก่อนกลับบ้าน

เพื่อป้องกันการสัมผัสโรคและนำไปสู่ที่บ้าน พี่คิดถึงลูกก่อน” สุเทพ ใจบุญ นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดีอีกรายกล่าวเสริม ยุรนันท์เล่าว่าตนทำงานเป็นพาราเมดิก (paramedic) ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมา 5 ปีแล้ว และมักทำงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกปี เพราะตนเลือกมาช่วยเหลือคน

ผ่านการทำงานในลักษณะที่ไม่สามารถใช้วันหยุดตามปฏิทินได้  จึงไม่ได้รู้สึกน้อยใจ หรือเสียใจที่ไม่ได้หยุดในช่วงเทศกาล “เรารู้ตั้งแต่ตอนที่เราเรียนแล้ว การทำงานก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้รู้สึกแย่ หรือผิดปกติ”

อ่านเรื่องอื่น : ผลข้างเคียงวัคซีนป้องกัน COVID-19

แทงบอล
บาคาร่า
PG SLOT